4 วิธีตกแต่งบ้านให้สวยด้วยของกิน (ผัก และผลไม้)

4 วิธีตกแต่งบ้านให้สวยด้วยของกิน (ผัก และผลไม้)
ผักและผลไม้นั้น เราสามารถนำมาตกแต่งบ้านในโอกาสพิเศษได้ เช่นเทศกาลฮาโลวีน แต่จะว่าไปแล้ว ผักผลไม้นี้ก็ดูน่ารักดี แถมยังมีให้เราเลือกมาใช้อย่างหลากหลายและตลอดทั้งปีอีกด้วย และเรามีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก หากคุณอยากจะลองตกแต่งบ้านให้สวยงามด้วยของกินได้เหล่านี้

1.เลือกภาชนะใส: เราสามารถจัดกลุ่มผักและผลไม้ตามขนาดและสีของมัน โดยเลือกจัดใส่ภาชนะแก้วใส ใช้เทคนิค mix and match ได้เช่นจัดแอปเปิลสีแดงไว้กับลูกทับทิมก็เข้ากันดี นอกจากนี้ให้เลือกภาชนะใสที่มีความหลากหลายในรูปร่าง และขนาด จะทำให้การจัดแต่งนั้นดูน่าสนใจขึ้น ลองทำอะไรง่าย ๆ เช่นเลือกมะนาวเล็ก ๆ ไปใส่ไว้ในภาชนะทรงกระบอก แค่นั้นก็ดูน่ารักแล้ว แต่ถ้าหากต้องการจัดผักและผลไม้ เข้าไว้ด้วยกัน ต้องเลือกภาชนะที่ใหญ่หน่อย และเลือกจัดของที่มีขนาดใหญ่ไว้ข้างล่าง ขนาดเล็กไว้ข้างบน และของที่มีผิวนุ่ม ก็ต้องไว้ข้างบนเช่นกัน เพื่อไม่ให้ผิวของมันช้ำ

2.ภาพผักผลไม้ ใส่กรอบติดผนังได้ : ไม่จำเป็นที่เราจะต้องแต่งบ้านด้วยของสดเสมอไป รูปภาพใส่กรอบก็เป็นงานศิลปะที่ดูดี แต่ควรเลือกรูปที่มีขนาดใหญ่กว่าของจริง เพื่อให้เด่น ภาพพวกนี้ แต่งบ้านก็ได้ แต่งออฟฟิศก็ได้ เพราะให้ความรู้สึกสดชื่นดี

3.จัดแบบง่าย ๆ เดิม ๆ : แค่เรานำแอปเปิลหรือผลไม้อื่น ๆ ใส่ลงในถ้วย แล้วไปวางบนโต๊ะอาหาร ก็ช่วยให้ความสดชื่นได้แล้ว และจะยิ่งดูดีหากวางไว้คู่กับแจกันดอกไม้สด ในการแต่งครัวให้ดูสดชื่นขึ้นนั้นก็ทำได้ไม่ยาก แค่มะนาวกับดอกไม้สดใสสีเหลือง ก็ทำให้ดูดีขึ้นมาเยอะ หรืออาจจะเลือกตกแต่งครัวด้วยการผสมผักผลไม้หลาย ๆ อย่างในภาชนะ แล้ววางบนเคาท์เตอร์ก็ได้

4.แต่งสวนในบ้านให้ดูเป็นธรรมชาติ : ผลไม้สวย ๆ ก็เติบโตอยู่บนต้นไม่ได้ การปลูกผลไม้ เพื่อการตกแต่งจึงเป็นทางเลือกที่ดี อาจจะปลูกตามแนวรั้ว ตามทางเดินก็ได้ ไม่เฉพาะผลไม้ ผักก็ปลูกได้เช่นกัน จะทำให้สวนนั้น กลายเป็นสวนที่สดชื่นขึ้นมามากทีเดียว

5 อาหารสำหรับผู้สูงอายุ บอกลา “มนุษย์ป้า” กันเถอะ

5 อาหารสำหรับผู้สูงอายุ บอกลา “มนุษย์ป้า” กันเถอะ
ไม่มีใครอยากเป็น มนุษย์ป้า แน่นอน จริงไหมคะ? มนุษย์ป้าคืออะไร? ก็หมายถึงผู้สูงอายุที่อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย และด่ากราดคนอื่นทั้งที่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราเคยเห็นจริงๆ หรือเห็นในคลิปกันนั่นแหละค่ะ จริงๆ แล้วมนุษย์ลุง มนุษย์ป้าเหล่านี้เขาอาจจะไม่ได้เป็นคนอารมณ์ร้อนตั้งแต่ต้น อาจเพราะ “วัยทอง” ที่เขาเป็นอยู่ ที่ส่งผลให้ป้าๆ แกหงุดหงิดง่ายขึ้นนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่าอายุเริ่มจะมากขึ้น ย่างเข้า 40 ปลายๆ หรือแม้กระทั่งวัยทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองเครียดง่าย โมโหง่าย ฮอร์โมนหญิงไม่ปกติ ลองทานอาหารเหล่านี้ รับรองว่าช่วยได้มากเลยล่ะ

ถั่วเหลือง
หลายคนน่าจะทราบกันดีว่า ถั่วเหลืองกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เพราะถั่วเหลืองมีไฟโตเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิง การเพิ่มไฟโตเอสโตรเจนให้กับร่างกาย จึงช่วยลดอาการวัยทองได้เป็นอย่างดี ทั้งอาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ กระดูกพรุน รวมไปถึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม และโรคหัวใจขาดเลือดได้ด้วย นอกจากถั่วเหลืองเป็นเม็ดๆ ยังสามารถทานนมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ หรือโยเกิร์ตที่ทำจากนมถั่วเหลืองได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ไฟโตเอสโตรเจนที่อยากแนะนำให้ทาน ควรมาจากอาหาร ไม่ควรทานติดต่อกันนาน หรือมากเกินไป ไม่แนะนำให้ซื้อเป็นสมุนไพรจำพวกว่านชักมดลูก กาวเครือ ตังกุย หรือโปรตีนสกัดเข้มข้น เพราะหากควบคุมปริมาณในการทานที่ไม่เหมาะสม ทานมากเกินไป อาจกลายเป็นเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคต่างๆ แทน ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โรคตับ หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด อยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทาน

ปลา
เนื่องจากวัยสูงอายุอาจจะไม่ได้มีกิจกรรมโลดโผนอะไรมากมายเท่าสมัยวัยรุ่น หรือวัยทำงาน การเผาผลาญพลังงานก็อาจน้อยลง โปรตีนที่ควรทานจึงควรเป็นโปรตีนที่มีไขมันน้อย และย่อยง่าย นั่นก็คือเนื้อปลานั่นเอง นอกจากนี้หากเลือกเป็นปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาทูน่า ปลาแซลมอน หรือปลาไทยอื่นๆ ที่มีโอเมก้า 3 ก็จะช่วยเรื่องระบบประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

ข้าวกล้อง
อย่างไรผู้สูงอายุก็ยังต้องการแป้ง แต่เป็นแป้งที่ขัดสีจะดีที่สุด เพราะยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ นอกจากพลังงาน มีกากใยอาหารที่ช่วยเรื่องของการขับถ่ายให้เป็นปกติ (ผู้สูงอายุหลายคนมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย) และที่สำคัญ ข้าวกล้องยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย

ผักหลากสี
การรับประทานผักหลากสี จะทำให้ได้คุณค่าทางสารอาหารหลากหลายเช่นกัน ผู้สูงอายุควรได้รับแร่ธาตุที่หลากหลายเพื่อบำรุงร่างกายในหลายๆ ด้าน ทั้งวิตามินเอที่ช่วยเรื่องสายตา วิตามินบีช่วยเรื่องเหน็บชา วิตามินซีช่วยเรื่องฟัน และป้องกันหวัด วิตามินดีที่ช่วยเรื่องกระดูก รวมไปถึงกากใยของผักที่จะช่วยให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น ป้องกันโรคลำไส้โป่งพอง และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคริดสีดวงทวาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ผลไม้รสหวานน้อย
ผลไม้ยังจำเป็นต่อผู้สูงอายุ เพราะเป็นแหล่งวิตามินชั้นดีที่ควรรับเพิ่มเติมจากการทานผัก ควรรับประทานผลไม้ทุกวัน และหลายๆ ชนิดสลับกัน แต่ควรเลือกทานชนิดที่มีน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แตงโม แคนตาลูป และหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง (หรือทานแต่น้อย) เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่ไม่อยากเป็นมนุษย์ป้าต้องจำไว้ คือการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง อาจหากิจกรรมคลายเครียดทำ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ฟังเทศน์ฟังธรรม สวดมนต์ และทำบุญ ช่วยให้จิตใจสงบสุข ลดความตึงเครียดในสมองได้มาก สูงอายุอย่างมีสติกันดีกว่าค่ะ

ไม่ผิดใช่มั๊ย ที่แม่ให้ลูกเป็นอันดับหนึ่ง

ไม่ผิดใช่มั๊ย ที่แม่ให้ลูกเป็นอันดับหนึ่ง
สมัยนี้คนตัดสินใจมีลูกกันน้อยลง และส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจมีลูกแค่คนเดียว เพราะคาดหวังว่าอยากจะทุ่มเทความรัก ทุ่มเททุกสิ่งอย่างให้ลูกคนเดียวอย่างเต็มที่ที่สุด พ่อแม่หลายคนพอมีลูกจึงกลายเป็นว่าทุ่มเททุกอย่างให้ลูก มีอะไรก็คิดถึงลูกก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยความรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไขไม่ผิดใช่มั๊ย…ที่ใส่ใจดูแลลูกเต็มที่ จนคนมองว่าเยอะ!!

หลายคนก่อนมีลูก ใช้ชีวิตนอกบ้านมากกว่าอยู่ในบ้านเสียอีก ออกไปเที่ยวเล่น เดินห้าง ชอปปิ้ง ปาร์ตี้กับเพื่อน เป็นผู้หญิงลั้ลลา ให้เวลากับตัวเองเต็มที่ แต่พอมีลูกก็ให้เวลาทั้งหมดกับลูก แทบไม่อยากออกจากบ้าน หรือห่างลูกไปไหนเลย ลูกต้องอยู่ในสายตาตลอด กินข้าวก็กินด้วยกัน นอนด้วยกัน อาบน้ำด้วยกัน ทำกิจกรรมอะไรก็ต้องมีลูกอยู่ด้วยตลอด เรียกได้ว่า ทุกวินาที จะทุ่มเทเอาใจใส่แต่กับลูก มีแม่หลายคนตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาเป็นแม่ฟูลไทม์เพราะอยากดูแล ลูกให้เต็มที่ แต่กลับกลายเป็นว่าคนอื่นมองว่าเราเยอะไปไม่ผิดใช่มั๊ย…ที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แต่บางคนคิดว่าเกินจำเป็นจะว่าเห่อลูกก็ยอมรับนะ แม่ตกอยู่ในอาการนี้ตั้งแต่เริ่มท้อง จนเจ้าตัวเล็กคลอดออกมาลืมตา ดูโลก ใครจะพูดยังไง แนะนำอะไรก็ตาม แม่จะฟังแล้วตัดสินใจว่าอะไรที่ลูกชอบ อะไรที่เข้า กับ ธรรมชาติของลูก แม่ขอแค่ให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม่ก็จะสรรหาของดีๆ มาให้ลูก ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน ของเล่นเสริมพัฒนาการ ข้าวของเครื่องใช้ อย่างผลิตภัณฑ์เด็ก ก็ต้องมาจากธรรมชาติ ถ้าเป็นออแกนิกได้ยิ่งดี งานขายของ-งานแฟร์แม่และเด็ก ไม่ว่าจะจัดที่ไหน อะไรที่ว่าดีแม่พุ่งตัวไปจัดหามาให้ลูกหมดทุกอย่าง แม้แต่เนอสเซอรี่ พ่อแม่ก็เตรียมวางแผนเริ่มมองหา กันไว้ข้ามปีเพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด จนคนรอบข้างคิดว่าเกินความจำเป็น

แล้วผิดมั๊ย…ที่แม่ใส่ใจเลี้ยงลูกเป็นอันดับหนึ่ง?

จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเลี้ยงลูกแบบไหนก็ไม่มีผิดไม่มีถูกค่ะ เพราะแม่ทุกคนก็ต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุด กับลูกทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของลูกคุณ เบบี้มายด์เชื่อว่าอะไรที่เป็นธรรมชาติย่อมดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เพียงแต่ต้องไม่มากจนเกินพอดี และต้อง ไม่ทำให้คุณแม่เหนื่อยเกินไปจนส่งผลกระทบกับลูกน้อย ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นในตัวเอง และมั่นใจในสไตล์การเลี้ยงลูกของตัวเองนะคะBabi Mild ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เข้าใจธรรมชาติของลูกน้อยและเชื่อว่าธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก เบบี้มายด์เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคน #ไม่มีผิดไม่มีถูก #เบบี้มายด์ธรรมชาติดีที่สุด

วิธีดูแลรักษาสุนัขท้องเสีย ในเบื้องต้นเราควรทำอย่างไรบ้าง

วิธีดูแลรักษาสุนัขท้องเสีย ในเบื้องต้นเราควรทำอย่างไรบ้าง
สุนัขหรือหมาเป็นทั้งเพื่อนและสัตว์เลี้ยงที่รู้ใจที่สุดสำหรับมนุษย์มาตั้งแต่โบราณ เพราะมนุษย์นิยมเลี้ยงสุนัขไว้ตามบ้านบ้างเพื่อใช้งาน และบ้างเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยงคลายเหงา ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกับมันเราจึงสามารถสังเกตเห็นได้ดีที่สุด อาการป่วยชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับสุนัข คืออาการท้องเสีย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการดูแลรักษาสุนัขที่มีอาการท้องเสียเบื้องต้นอย่างถูกวิธีกันค่ะ

1. หากมีอาการอาเจียนแค่ครั้งเดียว และมีอาการท้องเสียถ่ายเหลวเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถกินอาหารได้และมีอาการร่าเริง ให้ลองสังเกตอาการโดยรวมทั่วไปดูก่อน เพราะหากมีอาการไม่หนักมาก สุนัขอาจจะหายจากอาการนี้ไปได้เอง แต่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดไปสักประมาณ 2-3 วัน

2. ท้องเสียเพราะเปลี่ยนอาหาร หากเพิ่งเปลี่ยนชนิดของอาหารแล้วทำสุนัขเกิดอาการท้องเสีย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาหารชนิดใหม่คือสาเหตุ อาจเพราะลำไส้ของสุนัขยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอาหารชนิดใหม่ได้ ให้ลองเปลี่ยนไปเป็นอาหารชนิดเดิมดูก่อน ถ้ายังไม่หายต้องรีบนำไปพบสัตวแพทย์ เพื่อวินิจฉัยอาการและรักษากันอย่างถูกวิธีต่อไปค่ะ แต่ถ้าสุนัขท้องเสียเพราะไปคุ้ยกินเศษอาหารถามถังขยะ ให้จัดการเก็บถังขยะหรือปิดให้มิดชิด จากนั้นพาไปพบสัตวแพทย์ค่ะ

3. หากสุนัขมีอาการอาเจียนหลายรอบและมีอาการท้องเสีย อ่อนเพลีย ให้เจ้าของรีบพาไปพบสัตว์แพทย์ทันที เพราะอาการแบบนี้คือมักจะทำให้ร่างกายของสุนัขขาดน้ำ ร่างกายมีการสูญเสียเกลือแร่ แต่ถ้าหากยังไม่สามารถพาไปพบสัตวแพทย์ได้ทันที ให้เจ้าของสังเกตดูว่า หากมีอาการอาเจียนเพียงอย่างเดียวให้ลองงดน้ำหรืออาหารสัก 4-6 ชั่วโมงหรือ 24 ชั่วโมงเลยก็ได้ถ้าพบว่ามีอาการท้องเสียร่วมด้วย แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปพบสัตว์แพทย์โดยด่วนค่ะ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะร่างกายของสุนัขจะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ และตายในที่สุดค่ะ

4. เมื่อลองงดน้ำหรืออาหารแล้ว สุนัขไม่มีอาการอาเจียนหรือถ่ายท้องอีก ให้ป้อนน้ำผสมผงเกลือแร่ (Oral rehydration salts หรือ ORS) โดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ ก่อน และป้อนต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที (ให้กินทีละนิด เพราะหากให้กินเข้าไปเยอะ จะอาเจียนออกมาได้อีก) และหลังจากลองป้อนน้ำดูแล้วพบว่าไม่มีอาการอาเจียนอีกให้ลองป้อนอาหาร ดู อาจเป็นอาหารอ่อนๆ ไม่หนักมากดูก่อน และเมื่อพบว่าไม่มีอาการอาเจียนหรือถ่ายท้องอีกแสดงว่าอาการกำลังเริ่มดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยมากไม่น่าเกิน 3 วันสุนัขก็จะหายเป็นปกติ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าสุนัขมีอาการท้องเสียเกิดขึ้น ทางที่ดีนำไปพบสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำจะดีกว่า และไม่ควรให้ยากับสุนัขเองโดยเด็ดขาด เพราะยาบางชนิดต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสมโดยคำสั่งจากสัตวแพทย์เท่านั้น ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษกับสุนัขได้นะคะ

บ้านที่น่าอยู่มีลักษณะอย่างไร กับ 4 วิธีง่ายๆที่จะเปลี่ยนบ้านของคุณให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

บ้านที่น่าอยู่มีลักษณะอย่างไร กับ 4 วิธีง่ายๆที่จะเปลี่ยนบ้านของคุณให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น
คำว่าบ้านนั้นมีความหมายมากกว่าที่อยู่อาศัย หรือที่นอนพักผ่อนยามเหนื่อยล้า แต่หมายถึงความรักความอบอุ่นของคนในครอบครัวด้วยเช่นเดียวกัน เพราะบ้านนั้นเป็นศูนย์รวมของครอบครัว ทั้งเด็ก หนุ่มสาว และคนชรา ดังนั้นการที่บ้านจะเป็นบ้านได้ จึงต้องมีลักษณะที่น่าอยู่อาศัย สะอาดสะอ้าน รวมไปถึงพฤติกรรมของคนในครอบครัวประกอบร่วมกัน เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดนี้มารวมกันอย่างสมบูรณ์ จึงจะสามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก และสำหรับวิธีการทำให้บ้านมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น ทำได้ดังต่อไปนี้ครับ

1. ควรจัดหรือตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย ไม่รกรุงรัง หรือวางข้าวของทิ้งระเกะระกะ รวมไปถึงต้องจัดบ้านให้สามารถมีแดดส่องถึงได้ เพราะมีการวิจัยบางตัวเคยบอกว่า การที่บ้านมีลักษณะมืดๆทึบๆ นั้นไม่ชวนให้น่าอยู่เท่าไหร่นัก นอกจากนั้นห้องต่างๆ ภายในบ้านควรจัดให้มีความโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำให้ไม่อับจนน่าอึดอัดนั่นเองครับ

2. หมั่นทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยให้สกปรกหรือรกรุงรัง เพราะความสะอาดนั้นมีผลต่อการอยู่อาศัยอย่างมาก ถึงแม้ท่านผู้อ่านก็คงไม่ชอบที่จะอยู่ในบ้านรกๆ ไม่เคยกวาดหรือถูพื้นสักเท่าไหร่หรอกใช่ไหมครับ ตามหลักแล้วเราจึงควรทำความสะอาดด้วยการกวาดบ้านวันละครั้งเป็นอย่างน้อย และหมั่นถูพื้น ปัดหยากไย่อยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ จะช่วยให้บ้านดูน่าอยู่มากขึ้นครับ

3. จัดห้องต่างๆ รวมถึงของใช้เป็นหมวดหมู่อย่างเหมาะสม เช่น ห้องครัวก็จัดตู้หรือชั้นวางต่างๆ สำหรับวางจนและของใช้ในครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นต้องแยกเป็นสัดส่วน นอกจากนั้นหากบ้านของคุณมีเด็ก จะต้องแยกเป็นโซนของเด็กต่างหาก เพราะเด็กนั้นมักจะมีของเล่นต่างๆ มากมาย ดังนั้นการแยกส่วนจะทำให้บ้านดูน่าอยู่และไม่รกหูรกตานั่นเองครับ

4. มีบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ดี มีความปรองดองไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่จะช่วยส่งเสริมให้บ้านน่าอยู่ เพราะหากทุกคนในบ้านไม่ดูแลเอาใจใส่กัน หรือต่างคนต่างอยู่ ต่อให้บ้านสวยแค่ไหน หรือสะอาดเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เกิดความรู้สึกที่น่าอยู่ได้ ดังนั้นก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละครับว่าคนในครอบครัวควรหันหน้าเข้าหากันและช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน

จะเห็นได้ว่า การที่บ้านจะมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น จะต้องประกอบไปด้วยสองส่วน คือรูปลักษณ์ของตัวบ้าน และพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในบ้าน ซึ่งทั้งสองส่วนหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปคงไม่สามารถทำให้บ้านดูน่าอยู่ได้เท่าที่ควร ดังนั้นสมาชิกในบ้านต้องช่วยกันดูแลและสอดส่อง เพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่นั่นเองครับ

สาวใสซ่อนเซ็กซี่จากขบวนการเซนไต แค่เห็นรอยยิ้มทีเดียว ต้องถวายตัวเป็นสาวกทันที

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ #เหมียวมู่ทู่ เคยนำเสนอสุดยอดสาวๆ จากมาสค์ไรเดอร์กันไปแล้ว (อ่านข่าวเก่าได้ที่นี่) แต่ดูเหมือนว่าชาวเน็ตสาวกนิปปอนเกิร์ลจะยังดูไม่อิ่มเอมใจเท่าไหร่นัก

วันนี้เราเลยจะมาดูเพิ่มเติมกับสาวนิปปอนเกิร์ลจากขบวนการห้าสีกันบ้างในหัวข้อ 13 สาวสุดเซ็กซี่ขวัญใจหนุ่มๆ จากขบวนการเซนไต จะแซ่บขนาดไหนไปดูกันเลย

1. คิคุจิ มิกะ / Deka Pink / ขบวนการมือปราบ เดกะเรนเจอร์

นักแสดงผู้ได้รับสุดโดดเด่นและทำให้เธอมีผลงานต่อยอดมากมายจากเรื่องเดกะเรนเจอร์ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะเคยแต่งงานกับพระเอกหนุ่มจากซีรีส์เซนไตเหมือนกันมาก่อน แต่ว่าล่าสุดทั้งคู่ก็เลิกลากันไป ทำให้หัวใจของเธอยังว่างนั่นเอง

2. ฮารุกะ ซูเอะนากะ / Bouken Pink / โกโก เซนไท โบเคนเจอร์

อีกหนึ่งสาวขบวนการเซนไตรุ่นเก๋า ที่ถึงเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ว่าเธอก็ยังคงอยู่ในใจของใครหลายคนอยู่ดี แถมผลงานแสดงก็ยังคงมีอยู่เป็นระยะๆ ไม่หายไปไหน

3 . ริน ทาคานาชิ / Shinken Pink / ขบวนการซามูไร ชินเคนเจอร์

สาวสวยจากขบวนการซามูไร ชินเคนเจอร์ ที่ถือเป็นหนึ่งในเซนไตยอดฮิตในช่วงนั้น โดยบทบาทของเธอในเรื่องก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว และถึงแม้เธอจะมีอายุ 28 ปีแล้วก็ตาม เธอก็ยังถือเป็นไอดอลสุดเซ็กซี่อีกคนของวงการเลยก็ว่าได้

วิธีรักษาตาปลาด้วยตัวเองอย่างง่ายๆตามสูตรภูมิปัญญาชาวบ้าน

วิธีรักษาตาปลาด้วยตัวเองอย่างง่ายๆตามสูตรภูมิปัญญาชาวบ้าน
ในการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันนั้น คงมีไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอาการเป็นตุ่มนูนขึ้นมาลักษณะคล้ายดวงตาของปลา เกิดจากการที่มีการเสียดสีหรือกระทบถูกผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ หรือเป็นประจำ มักจะพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดที่บริเวณเท้า เพราะผิวหนังส่วนเท้านั้นมีการเสียดสีอยู่กับรองเท้าแทบจะตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดที่บริเวณตาปลานั้นอย่างมาก และส่งผลทำให้เดินไม่สะดวก ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีการรักษาเจ้าตาปลาแบบง่ายๆ และสามารถทำได้เองมาฝากกันค่ะ

1. ใช้กระเทียมสด ฝานเป็นชิ้นหนาๆ แล้วนำไปทาที่บริเวณตาปลา หรือจะพันผ้าทิ้งไว้ข้ามคืนก็ได้ ซึ่งสารบางอย่างในกระเทียมนั้นสามารถช่วยรักษาและฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในตาปลาของคุณได้ แต่ต้องทำเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ชอบกลิ่นที่ฉุนเฉียวของกระเทียมจะเปลี่ยนมาใช้มะนาวหรือสับประรดแทนก็ได้ค่ะ

2. น้ำมันสน ใช้น้ำมันสนชุบกับผ้าสะอาดหรือผ้าพันแผล แล้วนำไปลูบทาที่บริเวณตาปลา หรือจะใช้วิธีการพันทับไว้กับแผลทิ้งไว้ค้างคืนประมาณ 4-5 วันติดต่อกัน สารจากน้ำมันสนจะช่วยให้หายเร็วขึ้น วิธีการนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถรักษาอาการตาปลาได้อย่างชะงัด และมีประสิทธิภาพ

3. หาน้ำมันมะพร้าว น้ำมันการบูร น้ำมันสน มาผสมกันให้เข้ากันโดยใช้สัดส่วนดังนี้ น้ำมันมะพราว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันการบูร 2 ช้อนโต๊ะและน้ำมันสน 1 ช้อนโต๊ะมาผสม และกวนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกหรือทาที่บริเวณที่เป็นตาปลา จากนั้นแผลจะค่อยๆ หายไปเองค่ะ

4. แช่เท้าข้างที่เป็นตาปลาลงในน้ำอุ่นสักพัก แล้วใช้หินขัดส่วนที่เป็นตุ่มเนื้อแข็งๆ ออก หรือจะใช้ของมีคม เช่น มีดขูดออกก็ได้ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากขูดถูกส่วนตาปลาจะหลุดออกมา และหลังจากส่วนหนังแข็งๆ หลุดออกมาแล้ว ให้ใช้ยารักษาอาการตาปลาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปพอกทาบริเวณนั้น อาการก็จะค่อยๆ หายไป

5. ถ้าหากลองทำวิธีการทั้งหมดแล้วไม่หายหรือไม่ดีขึ้น และมีอาการบวมแดงมีน้ำหนอง ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพรานั่นคืออาการติดเชื้อ จำเป็นต้องได้การรักษาโดยยาปฏิชีวนะ

สำหรับการป้องกันตาปลานั้น ควรเลือกสวมใส่รองเท้าที่มีความพอดี ไม่คับแน่นหรือมีรูปการรองรับเท้าที่แปลกผิดสรีระ เช่น รองเท้าที่มีส้นสูงมากเกินไป เป็นการป้องกันไม่ให้เท่านั้นรับน้ำหนักของร่างกายมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดตาปลานั่นเองค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงและอาการเริ่มต้นของโรคบาดทะยัก อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ปัจจัยเสี่ยงและอาการเริ่มต้นของโรคบาดทะยัก อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
โรคบาดทะยักหรือ Tetanus เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดิน หรือในสถานที่ และสิ่งของที่สกปรก ซึ่งมักจะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ทางบาดแผล และเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการชักหรือเกร็ง ทั้งนี้เพราะเจ้าเชื้อโรคชนิดนี้จะสร้างสารพิษขึ้นมาชนิดหนึ่งเรียกว่า toxin ซึ่งสารนี้มีผลต่อระบบประสาท และทำให้เกิดอาการชักขึ้นมานั่นเอง โดยปกติผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะแสดงอาการประมาณ 14 วันโดยเฉลี่ย เรามาดูกันครับว่า แผลแบบไหนบ้างที่เสี่ยงต่อการติดโรคบาดทะยัก

1. แผลสดที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ และไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดีพอ มีฝุ่น น้ำลาย หรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายในบาดแผล

2. แผลที่เกิดจากการถูกวัสดุที่ไม่สะอาดทิ่มตำหรือบาด เช่น ตะปูขึ้นสนิม กิ่งไม้ มีดขึ้นสนิม

3. แผลที่เกิดจากไฟไหม้

4. แผลที่กดทับและอับ จนเกิดเนื้อตายขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยอัมพาต

5. แผลที่เกิดจากสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อเช่น หนู ตุ๊กแก ค้างคาว หรือหมาแมวก็อาจเป็นพาหะของโรคได้เช่นกัน

อาการของโรคบาดทะยัก
1. ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงทั้งนี้เพราะเชื้อ toxin นั้นไปจับอยู่กับเส้นประสาทส่วนที่ควบคุมความรู้สึก ส่งผลให้เกิดอาการปวดที่ศีรษะอย่างมาก รวมไปถึงอาการปวดอย่างรุนแรงที่กรามทั้งสองข้าง ตามมาด้วยอาการกรามค้างอ้าปากไม่ได้ รวมไปถึงการกลืนน้ำลายไม่ได้ ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเชื้อ Toxin นี่เอง

2. มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งร่างกาย เพราะเชื้อจะเข้าไปควบคุมบริเวณกล้ามเนื้อลาย โดยเริ่มแรกนั้นผู้ป่วยจะเริ่มปวดหรือเกร็งที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบปากแผลก่อน แต่หลังจากนั้น 1-7 วัน จะลามไปสู่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และเมื่อรวมกับอาการปวดกราม-กรามค้าง ก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ ทั้งนี้เพราะอ้าปากไม่ได้นั่นเอง

3. เนื่องจากกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดอาการเกร็ง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคืออาการปวดเมื่อยทั่วร่างกายอย่างรุนแรง และกล้ามเนื้อส่วนที่ช่วยในการหายใจไม่ทำงาน ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเมื่อถึงขั้นตอนนี้

4. มีไข้เหงื่อออก คือผู้ป่วยจะรู้สึกหนาวสั่น แต่ร่างกายนั้นจะมีอุณหภูมิสูงและมีเหงื่อไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา

5. ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว

ข้อแนะนำในการป้องกันและรักษาโรคบาดทะยักนี้คือ ไม่ควรปล่อยให้บาดแผลสกปรก เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือมีบาดแผลเกิดขึ้น ให้รีบทำความสะอาดปากแผลให้ทั่วด้วยแอลกอฮอล์และยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษดินหรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายใน รวมไปถึงไม่ควรคลุกคลีกับสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคมากจนเกินไปนั่นเอง

เมื่อกระดูกหักจะมีอาการและผลเสียที่ตามมาอย่างไรบ้าง

เมื่อกระดูกหักจะมีอาการและผลเสียที่ตามมาอย่างไรบ้าง
ในมนุษย์นั้น อาการของกระดูกหักมักจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ หรือร่างกายไม่แข็งแรงเพราะขาดแคลเซียม ซึ่งเมื่อเกิดอาการกระดูกหักนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรได้บ้างนั้น คุณหมอท่านแนะนำมาว่าอย่างนี้ครับ

1. เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณที่เกิดการหัก ทั้งนี้เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะในกระดูกของคนเรานั้น มีเส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดการหักขึ้นแล้ว จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บางรายที่มีอาการเจ็บปวดมากนั้นถึงขั้นช็อกสลบ และเสียชีวิตไปเลยก็มี

2. มีอาการบวมรอบๆ บริเวณที่หัก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า แท้จริงแล้วกระดูกนั้นมีเส้นเลือดใหญ่อยู่ภายในเมื่อมีการหักของกระดูกเกิดขึ้น ย่อมหมายถึงเส้นเลือดใหญ่นั้นหักหรือขาดไปด้วย เมื่อเลือดจากเส้นเลือดนั้นไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณที่หัก จะส่งผลทำให้บริเวณนั้นเกิดอาการปวดบวมอย่างมากนั่นเองครับ

3. กระดูกนั้นเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ดังนั้นเมื่อเกิดการหักหรือเสียหายเกิดขึ้น ร่างกายย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างไปด้วย ทั้งนี้เพราะกระดูกนั้นเสียรูปไปแล้วนั่นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แนะนำให้รักษาหรือขอคำแนะนำจากหมอกระดูกโดยด่วนครับ มิเช่นนั้นส่วนที่หักอาจจะพิการไปตลอดเลยก็ได้

4. เคลื่อนไหวร่างหายไม่ได้ หรือไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณที่กระดูกหัก ทั้งนี้สืบเนื่องจากเกิดอาการเจ็บปวด และบวมขึ้นมา และไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เวลาเคลื่อนไหวนั้นเกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา มากบ้างน้อยบ้างตามอาการ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเคลื่อนไหวไม่สะดวกจะทำให้การทำกิจกรรมต่างๆ ไม่สะดวกไปด้วยครับ ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักมาก จะต้องนอนเฉยๆ ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

5. บางครั้งกระดูกที่หักนั้นไม่ได้หักออกมาเป็นสองท่อนหรือชิ้นใหญ่ แต่อาจจะหักเป็นชิ้นเล็กๆ หลายท่อนเลยก็ได้ ซึ่งพบเห็นได้บ่อยในอุบัติเหติร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้ส่วนที่แหลมคมของกระดูกทิ่มออกมานอกเนื้อ และหากเป็นกระดูที่แตกละเอียดมาก วิทยาการแพทย์ในปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ อาจะทำให้อวัยวะส่วนนั้นพิการไปตลอดเลยก็มี

6. หากบริเวณที่กระดูกหักนั้นเป็นกระดูกที่สำคัญอย่างกระดูกสันหลัง ซึ่งมีเส้นประสาที่เชื่อมต่อกับสมองอยู่มาก อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดการอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกเลย ทั้งนี้เพราะบริเวณเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวนั้นถูกทำลายไปแล้วนั่นเอง

โรคกระดูกหักไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม นับว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงกับชีวิตมากเพราะกระดูกเป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นแขนขา หรือกระดูกสันหลัง ดังนั้นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการกระดูกหักนั้น อย่างแรกเลยต้องมีความไปประมาท และเมื่อเกิดอาการขึ้นมาแล้ว ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนครับไม่ควรปล่อยไว้ แม้ว่าอาการภายนอกจะเล็กน้อยแค่ไหน สวัสดีครับ

วิธีบำรุงไตให้แข็งแรง และป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเสื่อม

วิธีบำรุงไตให้แข็งแรง และป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเสื่อม
ไตเป็นอวัยวะฟอกของเสียออกจากร่างกาย และทำให้ร่างกายขับออกไปในรูปของปัสสาวะ ดังนั้นจึงนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะชนิดอื่นเลย และที่สำคัญ หากมีอาการไตเสื่อมขึ้นมาแล้ว ไตจะไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ยกเว้นการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาไตของเราให้ใช้งานและอยู่คู่กับเราให้นานที่สุด และไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร วันนี้เรามีข้อแนะนำง่ายๆ มาบอกกันสำหรับวิธีการบำรุงไตครับ

1. ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งนี้เพราะเจ้าน้ำตาลนั้นเป็นหนึ่งในตัวที่จะทำให้ไตของเราเสื่อมลงก่อนวัยอันควร นอกจากนั้นควรทำการควบคุมระดับความดันในเลือดให้สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะระดับความดันที่ไม่คงที่สามารถทำให้ไตเสื่อมลงได้เช่นกันครับ

2. ควบคุมอาหาร เราไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไปครับ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือเผ็ดจัด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเจ้าอาหารรสจัดนี้จะทำให้ระบบการกรองของเสียของไตนั้นทำงานหนักขึ้น และจะทำให้ไตเสื่อมก่อนวันอันควรได้นั่นเอง และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ ไม่ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากจนเกินไป เพราะเป็นตัวเร่งให้เกิดของเสียในกระบวนการกรองของไตครับ

3. ควบคุมอาหารประเภทที่มีไขมันเยอะ เช่น ของผัดหรือของทอด และเข้ารับการตรวจไขมันในเลือดอย่างเป็นประจำ

4. ควรดื่มน้ำอย่างพอเพียงในแต่ละวัน คือประมาณ 6-8 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะจะทำให้กระบวนการกรองไม่ได้หยุดพัก

5. ควรลดหรือเลิกเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์นั้นมีผลต่อตับและไต สำหรับนักดื่มที่ดื่มจัดนั้นไตจะเสื่อมลงได้เร็วกว่าปกติ รวมไปถึงการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน

6. ไม่ควรใช้ยาหรืออาหารเสริมที่มีอันตรายต่อไต

7. พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรือพักผ่อนน้อยจนเกินไป เพราะจะส่งผลให้ไตไม่ได้พัก

8. หาเวลาว่างอย่างน้อยวันละ 30 นาทีสำหรับการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต กำจัดไขมันส่วนเกิน และขับเกลือออกมาทางเหงื่อ ส่งผลทำให้เป็นผลดีต่อไตเพราะไตไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไปนั่นเอง

9. หากพบว่าเป็นโรคไตควรเข้ารับคำแนะนำ และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

จะเห็นได้ว่า หลักๆ เลยในเรื่องของการดูแลรักษาไตนั้น ก็มักจะสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย ลดอาหารรสจัด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้หากคุณสามารถปฏิบัติตามได้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อไตเท่านั้น ยังทำให้ร่างกายของคุณเกิดความสมดุล มีภูมิต้านทานต่อทุกโรคอีกด้วยครับ