เพราะมี “หลาน ๆ ” เป็นกำลังใจ เลยหาทางรักษา “เส้นเลือดขอด” จนได้

เพราะมี “หลาน ๆ ” เป็นกำลังใจ เลยหาทางรักษา “เส้นเลือดขอด” จนได้
ปกติแล้วพี่เป็นคนที่ไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองแก่นะคะ ถึงจะอายุ 60 กว่าแล้วก็ยังดูสดชื่น กระฉับกระเฉงดี พอดีเป็นคนชอบทำสวนหน่ะค่ะ หลังจากเกษียณก็มีเวลาทำสวนที่บ้านแบบเต็มที่เลย ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ ยังทำงานบ้านได้สบาย ๆ ด้วย ไม่ต้องมีใครช่วย ทำได้เองหมดแล้วก็ไม่เหนื่อยเลย คือแบบว่า ช่วยเหลือตัวเองได้หมด ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลานเลย ตอนนี้พี่อยู่คนเดียวด้วย ไม่ได้อยู่กับลูก ส่วนสามีก็เสียไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุด คือ เวลาที่ลูกสาวพาหลาน ๆ มาเยี่ยม บ้านพี่อยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร กว่าทุกคนจะมาถึงบ้านพี่ แทบจะเรียกได้ว่า หิวโซกันมาเลย พี่จะทำกับข้าวกับปลาเตรียมไว้รอแบบกินกันให้จุใจไปเลย แถมก่อนกลับก็จะมีอาหารให้ลูกติดไม้ติดมือกลับไปบ้านด้วยทุกครั้ง ทุกคนชอบค่ะที่ได้ผักผลไม้สด ๆ ที่พี่ปลูกเองกับมือ

แต่พอ ตอนอายุประมาณ 61 พี่เริ่มรู้สึกว่า เริ่มเห็นเส้นเลือดที่ขาชัดขึ้น ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนะคะ พอเวลาผ่านสักพัก พี่รู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขา นอกจากมันเริ่มเห็นชัดแล้ว มันเริ่มปูดออกมาด้วย มันเริ่มดูเหมือนมีท่อคด ๆ เคี้ยว ๆ อยู่ใต้ผิวที่ขาเลยค่ะ ต่อมา เท้าก็เริ่มบวม พอถึงช่วงนี้ทั้งขาทั้งเท้ามันเจ็บมากเลยค่ะ เจ็บจนยืนแทบไม่ได้เลย

ชีวิต “เปลี่ยน” หลังจากเป็นเส้นเลือดขอด
พอหลังจากเริ่มเป็นเส้นเลือดขอด เริ่มมีอาการเจ็บขา มันทำให้ไปทำสวน ไม่ได้อีก เพราะแค่เดือนขึ้นชั้น 2 ก็จะแย่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเดินออกไปไหนเลย มันเจ็บมากจริง ๆ เจ็บจน ออกไปปลูกผัก ปลูกผลไม้ให้ลูก ๆ หลาน ๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ลูกสาวชวนพี่เข้าไปอยู่ในเมืองกับเขาเหมือนกัน แต่พี่ไม่อยากไปเท่าไร คือ เป็นห่วงบ้าน เป็นห่วงสวนด้วย ก็เลยไม่ได้ไป แต่ในที่สุด อาการเส้นเลือดขอด มันแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงพี่จะอยู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปดูแลสวนเหมือนกัน ผลปรากฏว่า ผัก ผลไม้แห้งเหี่ยวตายเกือบหมด

ลูกสาวยังพยายามมาเยี่ยมพี่บ่อย ๆ เหมือนเคย แต่พักหลัง ๆ เขาพยายามพาพี่ ไปหาหมอด้วย หรือถ้าพี่จะไม่ไปหาหมอ ก็ให้ไปอยู่กับเขาในเมือง เพราะอย่างน้อยจะได้มีคนดูแลพี่ สิ่งทีเกิดขึ้นมันทำให้พี่รู้สึกแย่มากเลย! พี่แค่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเหมือนเมื่อก่อนเท่านั้นเอง ชีวิตที่ไม่เป็นภาระใคร แถมยังได้ทำสวนที่ตัวเองรักด้วย ไม่อยากเป็นเหมือนตอนนี้เลยที่รู้สึกเหมือนว่า ตัวเองเป็นภาระ ต้องคอยพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา เป็นคนแก่ไร้ค่า ลึก ๆ ในใจกลัวจะทำให้ลูกลำบาก แล้วเขาจะรำคาญเอา ก็เลยอยากจะหายจาก ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เพราะยิ่งนับวันอาการปวดมันยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที ๆ

มองหาวิธีที่ได้ผลที่สุดในการรักษาเส้นเลือดขอด
ตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดขา พี่พยายามหาวิธีรักษามาโดยตลอด พี่พยายามหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จากคนรอบข้าง จากคนรู้จัก ใครบอกว่าอะไรดี พี่ลองหมด ยาแผนใหม่ก็กิน แผนโบราณก็ไม่เคยเกี่ยง พวกยาพอกสมุนไพรอะไรทำนองนั้นก็ลองมาหมดแล้ว ลองมาหมดเท่าที่คน ๆ หนึ่งพอจะคิดออกจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้เลยเท่าไรเลย ไม่มีอะไรช่วยให้หายขาดได้จริง ๆ วิธีที่ใครบอกว่า ได้ผลหนักหนาก็ไม่เห็นเป็นเหมือนที่เขาบอก ไม่หายขาดยังพอเข้าใจได้ แต่แค่ “ช่วยบรรเทา” หรือดีขึ้นสักนิดก็ยังไม่เลย ในที่สุดก็จบลงที่ ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อยากทำเลยจริง ๆ เพราะพี่เป็นคนกลัวหมอจับใจ พี่กลัวว่าจะถูกจับนอนโรงพยาบาล แต่พี่ก็ไม่มีทางเลือกเลยต้องไป อีกอย่างพี่อยากอยู่กับหลาน ๆ นาน ๆ ด้วย พี่เลยไปโรงพยาบาล

นี่คือสิ่งที่หมอบอกพี่
พี่รู้สึกประหลาดใจเหมือนกันที่เมื่อหมอมองดูเส้นเลือดขอดยึกยือน่าเกลียดที่ขาของพี่แล้วหมอบอกว่า “แบบนี้ รักษาแค่อาทิตย์เดียวก็หายแล้ว” พี่คิดในใจว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง พี่ลองรักษาเองมาเป็นปีแล้วยังไม่แม้แต่จะดีขึ้นเลย แต่นี้หมอมาบอกว่าแค่อาทิตย์เดียวหาย ฟังดูเว่อร์ไปค่ะ! พอตรวจเสร็จหมอก็ยื่นกระดาษให้ใบหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าเป็นใบสั่งยา แต่ไม่ใช่ ในกระดาษแผ่นนั้น หมอเขียนชื่อครีมตัวหนึ่งให้ ชื่อ Varikosette กับเว็บไซต์ที่จะสั่งครีมนี้ได้ให้ หมอบอกว่าตัวนี้หาซื้อทั่วไปไม่ได้ แถมยังมีของปลอมระบาดเยอะด้วย ถ้าอยากมั่นใจให้สั่งจากเว็บนี้แหละ

เอาแบบสรุป ๆ แล้วกันนะคะ คือ หมอบอกว่า Varikosette เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ 100% ที่รักษาเส้นเลือดขอดได้ดีมาก สารสกัดสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาเส้นเลือดขอดสามารถซึมซาบตรงสู่เส้นเลือดได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นความยอดเยี่ยมที่ยาแผนปัจจุบัน (ยาที่สกัดจากสารเคมี) ยังด้อยกว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยทำให้เส้นเลือดที่ปูดบวมยุบลง เสริมสร้างผนังหลอดเลือดแข็งแรงให้ขึ้นจนสามารถกลับมาทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มี ความปลอดภัย ต่อร่างกายสูงมาก ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันตรายต่อร่างกาย สามารถใช้ได้ทุกวัย แม้แต่ผู้สูงอายุอย่างพี่ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดมาจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ 100%

พอได้ยินหมอพูดแบบนี้พี่ก็สบายใจ พี่เลยตัดสินใจสั่งครีมตัวนี้มาใช้ หลังจากได้ใช้ครีมนี้เป็นครั้งแรก พี่รู้สึกได้เลยว่ามันออกฤทธิ์ ผิวหนังบริเวณที่พี่ทาครีมลงไปเริ่มเย็นขึ้น อาการเจ็บลดลง รู้สึกเหมือนว่าเท้าผ่อนคลายขึ้น พี่พยายามทาเป็นประจำทั้งเช้าและเย็น พี่พยายามถ่ายรูปเก็บเอาไว้เปรียบเทียบกันดูด้วย ว่าก่อน-หลังใช้ครีมเป็นยังไงบ้าง จะได้รู้ว่า ครีมนี้ดีจริงอย่างที่หมอว่ารึเปล่า

ALL NEW TOYOTA COROLLA…หรือจะเป็นว่าที่ ALTIS

ALL NEW TOYOTA COROLLA…หรือจะเป็นว่าที่ ALTIS
ใครจะคิดว่าโลกทุกวันนี้มันเร็วยิ่งนัก หลังจากค่ายรถยนต์ Toyota อวดโฉมรถต้นแบบในนาม Toyota Corolla Furia Concept ในงาน Detroit Auto Show ที่ผ่านมา ที่ยืนยันว่าต้นแบบคันนั้นจะเป็นว่าที่รุ่นต่อไปของ Toyota Corolla แต่ใครจะคิดว่า ล่าสุดจะถูกมือดีปล่อยภาพว่าที่รถยนต์รุ่นใหม่ที่ออกมาแบบเต็มจอกันทีเดียว

New-Toyota-Altis-2013-5

ภาพที่ได้ชมนี้เป็นภาพที่มีการยืนยันในต่างประเทศแล้วว่า มันน่าจะเป็นรถยนต์ Toyota Corolla Altis ใหม่ ที่จะวางจำหน่ายในเร็ววันนี้ โดยภาพนี้ ถูกอัพขึ้นที่ GT85Club ซึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นภาพแอบถ่าย แต่แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่ารถที่เราเห็นนี้เป็นเวอร์ชั่นตลาดใด แต่แน่นอนว่า รถยนต์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของโลก ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดร็วแม้จะยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลและแทบไม่มีรายละเอียดมาด้วย แต่เซียนแอบถ่ายมั่นใจว่านี่น่าจะเป็นเวอร์ชั่นสำหรับตลาดญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึง เป็นเวอร์ชั่นเอเชีย โดยสามารถสังเกตจากชื่อของรถ ที่ด้านท้ายในภาพที่สอง ซึ่งภาพชุดนี้คาดว่าอาจจะหลุดมาจากขั้นตอนการทำ Focus Group กลุ่มลูกค้าที่มีรายงานว่าใช้กลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาให้ข้อมูล และกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

New-Toyota-Altis-2013-6

อย่างไรก็ดี อาจจะยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการเปิดตัวรถยนต์ 2014 Toyota Corolla Altis ใหม่ อย่างเป็นทางการ แต่แน่นอน ถ้ามันออกมาเหมือนภาพ ก็น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน รวมถึงตัวผมด้วย เพราะว่าการออกแบบนี้ทำได้หล่อเหลาเอาการเลยทีเดียวนะครับ ทีนี้ ก็ลองดูกันอีกทีนะครับว่าข่าวนี้เป็นเพียงแค่ข่าวลือหรือว่ามันจะเป็นความจริง ยังไงซะ ถ้ามีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเจ้านี่ออกมาอีกเมื่อไหร่ ผมจะไม่รอช้าที่จะนำมา update กันแน่นอนนะครับ

ALFA ROMEO เปิดเผยภายในห้องโดยสาร พร้อมยืนยันม้า 240 ตัว

ALFA ROMEO เปิดเผยภายในห้องโดยสาร พร้อมยืนยันม้า 240 ตัว
เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว ผมได้เคยนำเรื่องราวของ Alfa Romeo 4C ซึ่งเป็น Concept Car มาเสนอให้ได้อ่านกัน ซึ่งเป็นนางฟ้าที่งดงามมาก ๆ หลังจากที่ผมได้เห็นจนอดจะนำเรื่องราวมานำเสนอหรือแชร์กันไม่ได้ และปีนี้เอง ก็ได้มีการออกข่าวออกมาเรื่อย ๆ สำหรับเจ้า 4C นี้ โดยครั้งนี้ ทาง Alfa Romeo ได้มีการเปิดเผยภาพภายในห้องโดยสาร และยืนยันเรื่องของพละกำลังว่านางฟ้าคันนี้ จะมีความแรงขนาดไหน งั้นก็มาดูกันเลย

Alfa Romeo ได้มีการเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคเบื้องต้นของรถสปอร์ตรุ่นใหม่ 4C พร้อมกับเปิดเผยภาพในห้องโดยสารเป็นครั้งแรก ก่อนหน้าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ ช่วงกลางสัปดาห์หน้า4C ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง 4 สูบ ความจุ 1,750 ซีซี ซึ่งจะสามารถรีดพละกำลังออกมาได้ทั้งหมด 240 แรงม้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ TCT คลัตช์แห้งแบบสองแผ่น ความยาวตัวถังน้อยกว่า 4 เมตร ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2.4 เมตร สูง 1.18 เมตรและกว้าง 2 เมตร

ตัวถังแบบโมโนค็อกของ 4C ผลิตด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ Alfa Romeo เคยประกาศแล้วว่าสัดส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าอยู่ที่ 4 กก.ต่อ 1 แรงม้า นั่นหมายความว่า 4C จะมีน้ำหนักตัวเพียงแค่ 960 กก.เท่านั้นแบรนด์รถสุดหรูจากอิตาลียังเปิดเผภาพในห้องโดยสารสไตล์เรียบหรู พร้อมกับระบุว่าเป็นการออกแบบที่เน้น “ความพึงพอใจในการขับขี่สูงสุด” ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในหลายส่วน ขณะที่เบาะที่นั่งผลิตจากวัสดุผสมคอมโพสิต ส่วนแผงแดชบอร์ดมีดีไซน์เรียบง่าย

2015 MERCEDES S63 AMG COUPE

2015 MERCEDES S63 AMG COUPE
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มีการเปิดตัวตัวแรงรุ่นใหญ่ S63 AMG Coupe ตามตัวซีดานไปติด ๆ โดยตัว S63 AMG Coupe นี้จะใช้เครื่องยนต์แบบ V8 Bi-Turbo 5,500 ซีซี 585 แรงม้า (PS) แรงบิด 91.71 กก.-ม. ทำให้คูเป้ยักษ์รุ่นนี้เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 4.3 วินาที ท๊อปสปีดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-COVER

เป็นครั้งแรกที่มีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อใน S63 AMG Coupe มีชื่อต่อท้ายว่า 4Matic เร่งออกตัวได้เร็วขึ้นเป็น 3.9 วินาที น้ำหนักตัวรถเบากว่ารุ่นก่อนหน้า CL 63 AMG ประมาณ 65 กิโลกรัม และมีกำลังมากกว่า 41 แรงม้า (PS) รวมทั้งมีอุปกรณ์มาตรฐานมากกว่าด้วย

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-03

AMG Lightweight Performance เป็นแนวทางการพัฒนารถโดยเน้นเรื่องลดน้ำหนักเช่น ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน, ล้อแม็กแบบฟอร์จหรือบีบอัด และจานเบรกผลิตด้วยวัสดุพิเศษจาก AMG รวมทั้งชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าผลิตจากอะลูมิเนียม ส่งผลให้รถรุ่นนี้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 3.41 กิโลกรัมต่อ 1 แรงม้า และน้ำหนักที่เบาลงก็ช่วยในเรื่องความประหยัดด้วย โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 9.9 กิโลเมตรต่อลิตร

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-14

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic มีอัตราส่วนการแบ่งแรงบิดหน้า-หลัง 33-67 เปอร์เซ็นต์ มาพร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Airmatic พร้อมระบบแปรผัน ADS Plus โดยมีระบบ Magic Body Control เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ตของ AMG มีลิ้นเปิด-ปิดอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 7 จังหวะ ในการขับปกติหรืออยู่ในโหมด C-Controlled Efficiency ลิ้นในท่อไอเสียจะปิดเพื่อให้เสียงเงียบ แต่ถ้าผู้ขับเลือกโหมด S-Sport หรือ M-Manual ลิ้นจะเปิดเพื่อให้ระบายไอเสียออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเสียงท่อไอเสียก็จะดุดันขึ้นด้วย

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-13

S63 AMG Coupe จะเปิดตัวในนิวยอร์ค ออโต้โชว์ เมษายน 2014 นี้ และจะเริ่มทำตลาดด้วยรุ่น 4Matic ก่อน จากนั้นจะตามด้วยรุ่นขับล้อหลังในเดือนกรกฎาคม และพร้อมส่งมอบในเดือนกันยายน ส่วนราคาอย่างเป็นทางการยังไม่เปิดเผย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอาจริงจะลุยตลาดรถกระบะ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอาจริงจะลุยตลาดรถกระบะ
หลาย ๆ คนพอจะเคยได้ยินข่าวว่าเมอร์เซเดสจะผลิตรถกระบะมาซักพักในอดีตหลายปีที่ผ่านมา ในที่สุดข่าวนั้นก็ได้กลายเป็นจริงขึ้นมาซักที โดยล่าสุด เดมเลอร์ เอจี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ออกมาแถลงยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ในเรื่องความร่วมมือในการพัฒนารถกระบะกับ เรโนลต์-นิสสัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของค่ายนิสสันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากรายงานระบุว่านิสสันและเดมเลอร์จะร่วมพัฒนาปิ๊คอัพขนาดกลาง โดยรถปิ๊คอัพของเมอร์เซเดส-เบนซ์จะแชร์พื้นฐานทางการออกแบบโครงสร้างทั้งหมดร่วมกับ Nissan NP300 ตัวแรงสดใหม่ของค่ายญี่ปุ่นค่ายนี้ แต่จะยังคงออกแบบและใช้ความสามารถทางวิศวกรรมของเดมเลอร์ในการพัฒนาเพื่อตอบสนองลูกค้าที่มีความแตกต่าง

nissan-np300

ฐานการผลิตของรถรุ่นดังกล่าวจะอยู่ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปนและเมืองคอร์โดบา ประเทศอาร์เจนติน่า โดยรถที่ผลิตนั้นจะเน้นทำตลาดในยุโรป ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และลาตินอเมริกาเท่านั้น เอเชียและประเทศไทยคงอดกันไปตามเคย ถึงจะมีมาขายก็ไม่รู้ว่าคนไทยจะกล้าซื้อมาขนผักหรือบรรทุกหรือไม่นะครับ อันนี้ก็ต้องดูเอาอีกทีเวลานำออกมาขายจริง ๆ ว่าคนที่ซื้อไปจะใช้งานรถแบบไหนกันแน่นะครับ

รูปด้านล่างนี้บอกไว้ก่อนนะครับว่าเป็นรูปที่แต่งขึ้นโดยใช้โปรแกรมแต่งรูป Photoshop ที่เว็บฝรั่งเค้าทำไว้ โดยใช้โครงสร้างของ Nissan NP300 ครับ ไม่ใช่ของจริงนะครับ

MINI DELUXE PACKAGE – โครเมี่ยมพิชิตมาร

MINI DELUXE PACKAGE – โครเมี่ยมพิชิตมาร
อาจจะดูแปลก ๆ ถ้าสีรถยนต์ทั้งคันนั้นเป็นสีโครเมี่ยมที่เงาวั๊บทั้งคัน หรือถ้าบางคนที่ชอบอะไรที่ดูหรูหราก็อาจจะชอบสีรถที่เป็นโครเมี่ยมก็ได้ ถึงจะแปลกตาไป แต่ก็มีค่ายรถยนต์หลายค่ายที่ทำสีรถออกมาเป็นสีโครเมี่ยมแล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ Mercedes Benz ที่กล้าทำออกมาเป็นแบบอย่างให้เห็นกันในท้องตลาดกันแล้วนะครับ

MINI-Deluxe-Package-2015_8

มาว่ากันเลยดีกว่าครับว่า Mini Deluxe Package มันคืออะไรกันแน่ สำหรับ Deluxe Package ก็คือรุ่นแต่งพิเศษที่ใช้โครเมี่ยมมาแต่งทั้งคันนั่นเองครับ ในเรื่องความเป็นมานั้น ทาง Mini รุ่นพิเศษแบบ “The Exclusive Special” นั้น พัฒนาขึ้นมาเพื่อเน้นประสิทธิภาพการใช้งานสำหรับรถแบบ 3 ประตูโดยเฉพาะรุ่นแบบ Mini 3 Doors ที่จะเป็นรุ่นแรกในการพัฒนาช่วงปี 2015 นี้ โดยอันดับแรกทาง Mini จะเปิดตัวเป็นภาพเรนเดอร์ออกมาก่อนให้ได้ชมกัน

MINI-Deluxe-Package-2015_2

การตกแต่งโดยใช้โครเมี่ยมนั้นจะมีชื่อแพ็คเกจอย่างเป็นทางการว่า “Exterior Deluxe” ที่ย้อนกลับไปยังดีไซน์ของทาง Mini ในช่วงยุคปี 1959 โดยงานดีไซน์จะเน้นความหรูหราของตัวรถท่ามกลางสภาพความคลาสสิกแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังจะใช้ความเป็นเอกลักษณ์ออกแบบแฝงเข้าไปในแต่ละรุ่นอีกด้วย

ขั้นตอนการผลิตชุดแต่งรุ่นพิเศษแบบใหม่นั้นจะมีขึ้นที่ทางโรงงานของ Mini ในเมือง Oxford ประเทศอังกฤษ โดยจะประกอบรถแบบ “Chrome Line Exterior Deluxe” ของ Mini 3 ประตูก่อนเป็นคันแรก

MINI-Deluxe-Package-2015_3

ปิดท้ายด้วยการเปิดเผยไฮไลท์จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของรุ่นโฉมการพัฒนาใหม่นั้นได้แก่ การปล่อยก๊าซ Co2 ที่ลดลงเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นบวกกับประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม

แต่เสียดายที่ยังไม่มีข่าวยืนยันว่าเจ้า Mini รุ่นนี้จะออกจำหน่ายในตลาดประเทศไหนบ้าง เมื่อไหร่ และจะวางจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้สำหรับคนที่เป็นสาวก Mini อาจจะต้องติดตามข่าวกับรุ่นพิเศษนี้กันต่อไปนะครับ

TOYOTA MIRAI – รถยนต์พลังขับเคลื่อนด้วย “ไฮโดรเจน”

TOYOTA MIRAI – รถยนต์พลังขับเคลื่อนด้วย “ไฮโดรเจน”
ผมว่าข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนที่ติดตามข่าวสาร หรือเทคโนโลยีด้านยานยนต์นะครับ เรื่องนี้ได้มีการศึกษามานานหลายปีแล้วทั้งค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นหรือทางฝั่งยุโรป ต่างให้ความจริงจังการกับทำวิจัยพลังงานทางเลือกทางนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นพลังงานหลักในการใช้กับรถยนต์นั้น อาจจะมีอยู่ให้เรา ๆ ท่าน ๆ บริโภคกันไม่เยอะแล้วล่ะครับ และก็จะหมดในที่สุด

จริง ๆ นั้นพลังงานทางเลือกของรถยนต์ได้มีการทำวิจัยกันหลายทางเลือกด้วยกัน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ แก๊ส และไฮโดรเจน ก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงในการนำมาใช้จริงในอนาคต และแน่นอนครับ วันนี้ผมก็ได้นำเอาข่าวของไฮโดรเจนมาเล่าสู่กันฟังเพื่อดูความคืบหน้าของเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น นั่นคือ Toyota ได้มุ่งมั่นปั้นแต่งจะให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ครับ

การค้นพบวิธีที่จะทำให้เติมไฮโดรเจนเหลวเข้าไปในถังน้ำมันได้โดยตรง โครงการวิจัยใช้เวลาถึง 4 ปีในห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เรียกว่า “น้ำมันไฮโดรเจน” อยู่ในรูปของเกลือ “ไฮไดรด์” กับโมเลกุลเชิงซ้อนจำเพาะที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นแคปซูลกักไฮโดรเจนไว้นำไปใช้สันดาปได้ทันทีในเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยปกป้องไฮโดรเจนจากอากาศขณะยังไม่ผ่านเข้าเครื่องยนต์ ส่งผลให้ไม่มีคุณสมบัติติดไฟ โดยใช้กรรมวิธีผลิตพิเศษ เรียกว่า “อิเล็กโตรสปินนิ่งแบบร่วมแกน” ซึ่งบังคับให้โมเลกุลเกลือไฮไดรด์ถูกผลักให้เข้าไปอยู่ตามรูของแคปซูลโพลิเมอร์จำเพาะเกิดเป็นโมเลกุลเชิงซ้อน มีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ราคาราว 1.5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือราว 10 บาทต่อลิตร

นิตยสาร บลูมเบิร์ก บิซิเนสวีค ฉบับปลายเดือนธันวาคมได้นำภาพ อากิโอะ โตโยดะ ประธานโตโยต้ามอเตอร์ ขึ้นปกเป็นสกู๊ปให้โพสท่าเป็นตุ๊กตาแฮปปี้ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมข้อความว่า “ความฝันของอากิโอะ โตโยดะ รถยนต์ในอาณาจักรของเขา จะไม่มีการใช้นํ้ามันอีกต่อไป” ฝันดีของโตโยต้า แต่เป็นฝันร้ายของกลุ่มโอเปกเลยทีเดียว

13 ม.ค.58 โตโยต้า (Toyota) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เปิดตัวรถยนต์ซีดานพลังงานทางเลือกที่ยังไม่มีใครริเริ่มอย่างจริงจังกับพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง โดยรถรุ่นดังกล่าวมีชื่อว่า “โตโยต้า มิราอิ” (Toyota Mirai) ซึ่งเป็นการเผยชื่อ รูปโฉม และสมรรถนะของรุ่นจำหน่ายจริงเป็นครั้งแรก

คำว่า มิราอิ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอนาคต สื่อถึงอนาคต โดยดีไซน์ของมันพัฒนามาจากรถต้นแบบ โตโยต้า เอฟซีวี (Toyota FCV) ด้านหน้าของมันสะดุดตาด้วยไฟหน้าดวงเล็กยาว พร้อมกรอบสามเหลี่ยมคว่ำด้านข้างและกระจังหน้าสี่เหลี่ยมคางหมู เส้นสายด้านข้างเน้นความปราดเปรียว ซุ้มล้อด้านหลังยื่นออกเพื่อรีดอากาศได้ดี ด้านหลังมาพร้อมไฟท้ายรูปสามเหลี่ยมคว่ำ พร้อมกับเส้นไฟสีแดงยาวตลอดแนว

ALL NEW NISSAN MAXIMA – รถดีที่คนไทยไม่ได้ใช้

ALL NEW NISSAN MAXIMA – รถดีที่คนไทยไม่ได้ใช้
งานโชว์รถของทางฝั่งอเมริกา 2015 New York Auto Show นั้นเป็นงานโชว์รถที่ใหญ่อีกหนึ่งงานในฝั่งทวีปอเมริกา และแน่นอนว่าถ้าเป็นงานใหญ่ก็ย่อมมีรถใหม่ ๆ เดินพาเหรดเปิดตัวกันหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ซึ่งหนึ่งในรถยนต์ที่เปิดตัวในงานนี้ก็เป็นอีกรุ่นที่ใครหลาย ๆ คนเฝ้าจับตามองกันอย่างใจจดใจจ่อ ถูกต้องครับ นั่นก็คือ All New Nissan Maxima พี่ใหญ่ของค่าย Nissan จากแดนปลาดิบเรานี่เองครับ

Nissan-Maxima-2016-1

โดยทาง Nissan ได้เปิดเผยว่าสไตล์การออกแบบของเจ้า Maxima ใหม่นั้นจะเป็นแบบ “Dramatically Styled” โดยการออกแบบนั้นจะเป็นการออกแบบที่ไม่เหลือคราบของรถซีดาน 4 ประตูแบบเดิมเลยทีเดียว แต่จะเดินเส้นสายให้ดูสปอร์ตและดูมีกล้ามมากขึ้น ถ้าจะว่ากันไปตามที่ Nissan สาธยายนั้น งานออกแบบด้านหน้าจะเป็นการออกแบบที่เรียกว่า “V-Motion” โดยมีการออกแบบไฟหน้าให้เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม อีกทั้งยังมีความโค้งของตัวถังที่มากขึ้นเพื่อทำให้ตัวรถนั้นมีมิติที่สวยงาม

Nissan-Maxima-2016-4

สำหรับการตกแต่งภายใน บอกได้เลยว่าภายในของเจ้า “All New Nissan Maxima 2016” อลังการงานสร้างไม่แพ้รุ่นอื่น ๆ เลยทีเดียว โดยดูการตกแต่งภายในแล้วหรูหราโอ่อ่า บวกกับวัสดุที่ใช้ก็เป็นวัสดุชั้นเลิศเลยก็ว่าได้ และได้มีการอัดเทคโนโลยีมาเต็มสูบ โดยเริ่มจาก ระบบสตาร์ทด้วยรีโมท, Predictive Forward Collision Warning ซึ่งเป็นระบบช่วงล่างใหม่สุดไฮเทค, Intelligent Cruise Control, Forward Emergency Braking, Rear Cross Traffic Alert และ Blind Spot Monitoring

Nissan-Maxima-2016-5

สำหรับหัวใจของเจ้า All New Nissan Maxima นั้นได้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน รหัส VQ ขนาด 3.5 ลิตร แบบ V6 โดยพกม้ามาทั้งหมดทั้งสิ้นที่ 300 ตัว และมีอัตราการบริโภคน้ำมันอยู่ที่ 7.8 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอัตราที่มีความประหยัดเอาเรื่องเลยทีเดียวสำหรับเครื่องยนต์ขนาด 3.5 ลิตร

All New Nissan Maxima นั้นมีรุ่นให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ SL, SR และ ตัวท๊อปสุดก็คือรุ่น Platinum Grades จะราคาเริ่มต้นที่ 32,410 USD ครับ

Nissan-Maxima-2016-2

สำหรับบ้านเรา บอกได้คำเดียวว่าหมดหวังครับ เพราะว่าไม่มีขายนะครับ ที่เห็นก็จะมีฝั่งอเมริกาเป็นหลักครับ แต่จริง ๆ จะว่าไปก็น่าเสียดายเหมือนกันที่ทาง Nissan ไม่เอาเข้ามาขายบ้านเรา อย่าง Lexus ที่เป็นรถยนต์ระดับหรูของค่าย Toyota ยังมีขายบ้านเราได้เลย ถ้า Nissan Maxima และ Acura มาทำตลาดในบ้านเราด้วย ในตลาดรถยนต์คลาสนี้ก็จะมีสีสันและมีทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นะครับ

MAZDA 3 MINORCHANGE เปิดตัวแล้วที่ญี่ปุ่น

MAZDA 3 MINORCHANGE เปิดตัวแล้วที่ญี่ปุ่น
ช่วงนี้ตลาดรถเก๋ง C-Segment คึกคักกันใหญ่ รถยนต์จากค่ายต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างยกขบวนเปิดตัวรถยนต์เวอร์ชั่นใหม่ ๆ กันไปตาม ๆ กัน และล่าสุด Mazda ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการเปิดตัว Mazda 3 Minorchange ด้วยการปรับหน้าตาใหม่ครั้งแรก เริ่มจาก ไฟหน้า LED ใหม่ รับกับกระจังหน้าทรง Signature Wing พร้อมกรอบกระจังหน้าโครเมี่ยมที่หนาขึ้น กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสปอร์ต พร้อมไฟตัดหมอกหน้าทรงกลมและกระจกมองข้างปรับตำแหน่งไฟเลี้ยว LED ใหม่ ล้ออัลอลยขนาด 18 นิ้ว ลายใหม่ และด้านท้าย ในรุ่นซีดานมีสปอยเลอร์หลัง ติดตั้ง เสริมความเท่ไปอีกแบบ ส่วนรุ่น แฮทช์แบคออกแบบกันชนหลังใหม่

ภายใน สปอร์ตด้วย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านใหม่ ระบบเบรกมือจากเดิมเป็นก้านโยก มาเป็น ปุ่มเบรกมือทำงานด้วยระบบไฟฟ้า หรือ Electronic Parking Brake สวิตช์แอร์ดีไซน์ใหม่และได้มีการออกแบบชุดคอนโซลกลางใหม่ทั้งหมด พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุโครเมี่ยมแบบ sharper chrome และออฟชั่นที่คุณคุ้นเคย และไม่พลาดทุการเชื่อมต่อด้วย MZD Connect

Mazda 3 รุ่นปรับโฉมมาพร้อม ขุมพลัง SKYACTIV ที่มีให้เลือกหลายความจุตามความต้องการของลูกค้าชาวญี่ปุ่น ตั้งแต่เครื่องเบนซิน SKYACTIV-G 1.5 เครื่องเบนซิน SKYACTIV-Hybrid 2.0 ลิตร เครื่องดีเซลใหญ่สุด SKYACTIV-D 2.2 ลิตร และใหม่เครื่องดีเซล SKYACTIV-D 1.5 ลิตร กำลังถึง 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 รอบ/นาที ทุกเครื่องยนต์มาพร้อมเกียร์ธรรมดา กับเกียร์อัตโนมัติ Skyactiv-Drive 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ในรุ่น 3 Hybrid

ระบบความปลอดภัยยังเพิ่มระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง G-Vectoring Control ที่จะช่วยให้ควบคุมแรงบิดเครื่องยนต์รวมถึงให้ความแม่นยำในการถ่ายทอดกำลังลงล้อ ส่งผลให้การขับขี่ทางโค้งราบรื่น ติดตั้งเป็นออฟชั่น ประจำและคับคั่งด้วย i-Activsense ทั้ง

Adaptive LED Headlamps (ALH) = ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกกันอย่างอิสระทั้งซ้าย-ขวาให้เหมาะสมกับระยะห่าง และตำแหน่งของรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ
Smart City Brake Support/Reverse (SCBS/R) = ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้า
Mazda Radar Cruise Control (MRCC) = ระบบล็อคความเร็วอัตโนมัติ ด้วยระบบเรดาห์
Lane Departure Warning System (LDWS) = ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
Lane Keep Assist System (LAS) = ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
Driver Attention Alert (DAA) = ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่
Blind Spot Monitor (BSM) = ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน
Rear Cross Traffic Alert (RCTA) = ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง
Traffic Sign Recognition (TSR) = ระบบการตรวจจับสัญญาณจราจร และใหม่ ระบบ forward-sensing camera
mazda-3-minorchange-2016-gallery-3

Mazda 3 รุ่นแปรับโฉม พร้อมจำหน่ายแล้วที่ญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้น ¥ 1,760,400 ถึง ¥ 3,310,200 หรือราว 585,000 ถึง 1,099,000 บาท ส่วนเมืองไทยเตรียมพบตัวจริงซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้เป็นอย่างเร็ว

อายุของยาง…เป็นเพียงตัวเลขหรือความเชื่อ

อายุของยาง…เป็นเพียงตัวเลขหรือความเชื่อ
ความปลอดภัยของการขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญ การเลือกซื้อยางรถยนต์จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของรถทุกคนให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากยางคือสิ่งที่ต้องสัมผัสกับพื้นถนนอยู่ตลอดเวลา การยึดเกาะถนน การทนทานต่อความร้อนและแรงเสียดทาน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ทว่าหลายคนก็ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อยางอยู่ เพราะได้รับฟัง หรือได้อ่านเรื่องราวความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ “อายุการผลิตของยาง” จนทำให้เจ้าของรถในเมืองไทยจำนวนไม่น้อย คำนึงถึงวันผลิตที่ติดอยู่บนแก้มยางหรือ DOT (Department of Transportation) มากจนเกินความจำเป็น เพราะแท้จริงแล้วการเลือกซื้อยางที่ถูกต้อง ควรเลือกซื้อยางที่มีขนาดที่ถูกต้อง เหมาะกับประเภทของรถ การใช้งาน คุณภาพ และควรให้ความใส่ใจการดูแลรักษายาง

จากการศึกษาและวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐบาล และบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า แท้จริงแล้ว วันผลิตของยางไม่ได้มีผลกับสมรรถภาพของยางอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโดยปกติ ยางที่ผลิตออกมานั้น เมื่อมีการจัดเก็บที่ดีพอ เช่น การเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม และยังไม่ได้เริ่มใช้งาน ก็จะสามารถเก็บยางเส้นนั้นๆ ได้เป็นเวลาหลายปีโดยไม่เสื่อมสภาพ

กรมทรัพยากรอุตสาหกรรมของประเทศเกาหลีใต้ ได้เคยออกเอกสารที่มีข้อความที่ไม่ถูกต้องเมื่อ พ.ศ. 2550 ว่ายางที่ผลิตนานกว่าหนึ่งปี อาจจะมีผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ได้ แต่ท้ายที่สุด ความเชื่อที่คลาดเคลื่อนนี้ก็ได้ลบล้างไป หลังจากกรมคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศเกาหลีใต้ ได้จัดการทดสอบเพื่อพิสูจน์ระดับความปลอดภัยในการใช้ยาง ระหว่าง ยางใหม่ และ ยางที่ผลิตย้อนหลังไปสามปี (พ.ศ. 2548 – พ.ศ. 2550) ซึ่งด้วยการทดสอบแบบ KSM6750 เกี่ยวกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง และการขับขี่แบบหยุดเป็นระยะ ได้ผลลัพธ์ว่า แม้วันที่ผลิตจะแตกต่างกัน แต่ประสิทธิภาพและสมรรถนะของยาง เหมือนกันทุกประการ

นอกจากนั้น กรมคมนาคมของประเทศสหรัฐอเมริกา ยังเคยตีพิมพ์บทความเรื่อง “ประสิทธิภาพของยางรถที่มีการเติมลมแล้ว” (The Pneumatic Tier) ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 โดยระบุว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ยางมีการใช้งาน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางเสื่อมสภาพ ยางรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 ก.ม./ชม. สามารถทำให้เกิดอุณหภูมิที่หน้ายางสูงขึ้นถึง 75 องศาเซลเซียส แต่หากความดันในลมยางน้อยกว่าปกติ (เช่น ยางแบน) ก็จะยิ่งทำให้ความร้อนหน้ายางสูงมากกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

ดังนั้น อุณหภูมิในโกดังที่จัดเก็บยางรถยนต์ก่อนการใช้งานจริง จึงมีผลต่อคุณภาพของเนื้อยางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดสี เมื่อนำยางไปใช้ในการขับขี่จริง เพราะโดยทั่วไปนั้น ยางที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน สามารถเก็บได้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีก่อนการใช้งานจริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาจากคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้จากการทดสอบของประเทศในฝั่งยุโรป โดยองค์กร ADAC หรือ Allgemeiner Deutscher Automobil-Club ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อผู้ขับขี่รถยนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี ได้พิสูจน์เรื่องสมรรถนะของยางเอาไว้ในเดือนมิถุนายน 2553 โดยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพยางรถยนต์ที่ผลิตใน พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2547 สำหรับการขับขี่ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ซึ่งผลการทดสอบก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า ยางที่ผลิตใหม่จะมีสมรรถนะเหนือกว่ายางที่ผลิตมานานกว่า

ขณะเดียวกัน ทางประเทศไทยเอง ก็มีหน่วยงานภาควิชาการที่ได้ทำการทดสอบในลักษณะเดียวกัน โดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ TUV Rheinland Group Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่ทดสอบ และให้การรับรองคุณภาพแก่ผลิตภัณฑ์ และสินค้าของบริษัทชั้นนำทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเยอรมนี ทำการทดสอบเพื่อหาข้อพิสูจน์ว่า ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทยนั้น สมรรถนะของยางที่ผลิตใหม่ กับยางที่ผลิตมานานกว่า จะมีความแตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพ และความปลอดภัยหรือไม่

การทดสอบกระทำโดย นำยางรถยนต์ที่มีวันผลิตต่างกัน 1 ปีไปทดสอบการใช้งาน โดยการขับขี่ด้วยความเร็วสูงที่ 230 กม./ชม. ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องนาน 60 นาที ผลที่ได้จากการทดสอบพบว่า มีความแตกต่างกันไม่เกิน 1% รวมทั้งยังมีความสามารถในการบรรทุกหนัก และวิ่งเป็นระยะทางไกล ตลอดจนความแข็งแรงของหน้ายาง และโครงสร้างยางไม่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่วันผลิตยางนั้นห่างกันถึง 1 ปี

นอกจากนั้น TUV Rheinland Group Ltd. ยังได้ทำการทดสอบว่า วันที่ของการผลิตที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อสมรรถนะของยาง ในด้านความสามารถในการเกาะถนน การควบคุมการขับขี่ และการเบรคของยางหรือไม่ โดย TUV Rheinland Group Ltd. ได้ทำการทดสอบระยะการเบรคที่ความเร็ว 80 กม./ชม. จนกระทั่งหยุดนิ่ง ผลการทดสอบพบว่า ยางที่มีวันที่ของการผลิตแตกต่างกัน มีความสามารถในการเกาะถนน การควบคุมการขับขี่ และการเบรคใกล้เคียงกันมาก จนแทบจะไม่มีความแตกต่าง

นายชูเดช ดีประเสริฐกุล อาจารย์ประจำ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ยางที่มีวันที่การผลิตต่างกัน 2 ถึง 3 ปีจะให้สมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่ในระดับที่ไม่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการเก็บรักษายางในร้านด้วยว่า มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสม รวมทั้งไม่โดนแดด เพราะอาจจะทำให้หน้ายางมีความยืดหยุ่นน้อยลง และแข็งขึ้น ดังนั้น การเลือกซื้อยางในร้านที่เชื่อถือได้จึงมีความสำคัญ แทนที่จะคำนึงเรื่องวัน เดือน ปี ที่ผลิตเป็นหลัก”

“ส่วนความเชื่อที่ว่า ยางรุ่นเดียวกัน ถ้ายิ่งผลิตใหม่ที่สุด ก็จะยิ่งทำให้ได้รับยางที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น และมีวัตถุดิบที่ดีขึ้น ก็ไม่ได้รับการยืนยัน เพราะยางในแต่ละรุ่นนั้น จะมีการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน บางครั้งยางที่ผลิตก่อน อาจจะมีความเหนียวของยางมากกว่า ซึ่งทำให้การขับขี่มีสมรรถนะยิ่งขึ้น”

“สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อยางสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย คือ ต้องเลือกยางที่เหมาะสมกับการใช้งานและขนาดของล้อ ส่วนวันที่ผลิตนั้น ไม่ถือเป็นสิ่งที่มีผลโดยตรงต่อการเสื่อมสภาพของยางแต่อย่างใด” นายชูเดช กล่าวสรุป

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านจะมีวิธีการเลือกซื้อยางที่ถูกต้องและมอบความปลอดภัยแก่การขับขี่มากที่สุด การเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่าย ในการเลือกหายางที่ใหม่ที่สุดเพื่อใช้งานจะหมดไป เพราะในวันนี้ มีผลพิสูจน์จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือทั่วโลกแล้วว่า ยางใหม่และยางเก่าไม่แตกต่างกัน วันนี้ผู้ใช้รถทั่วโลกเริ่มตระหนักว่า การเลือกซื้อยาง ต้องเลือกยางที่เหมาะสมกับประเภทใช้งานและความต้องการ รวมทั้งเลือกขนาดของยางที่ถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพและสมรรถนะของการขับขี่สูงสุด