ALL NEW TOYOTA COROLLA…หรือจะเป็นว่าที่ ALTIS

ALL NEW TOYOTA COROLLA…หรือจะเป็นว่าที่ ALTIS
ใครจะคิดว่าโลกทุกวันนี้มันเร็วยิ่งนัก หลังจากค่ายรถยนต์ Toyota อวดโฉมรถต้นแบบในนาม Toyota Corolla Furia Concept ในงาน Detroit Auto Show ที่ผ่านมา ที่ยืนยันว่าต้นแบบคันนั้นจะเป็นว่าที่รุ่นต่อไปของ Toyota Corolla แต่ใครจะคิดว่า ล่าสุดจะถูกมือดีปล่อยภาพว่าที่รถยนต์รุ่นใหม่ที่ออกมาแบบเต็มจอกันทีเดียว

New-Toyota-Altis-2013-5

ภาพที่ได้ชมนี้เป็นภาพที่มีการยืนยันในต่างประเทศแล้วว่า มันน่าจะเป็นรถยนต์ Toyota Corolla Altis ใหม่ ที่จะวางจำหน่ายในเร็ววันนี้ โดยภาพนี้ ถูกอัพขึ้นที่ GT85Club ซึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นภาพแอบถ่าย แต่แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่ารถที่เราเห็นนี้เป็นเวอร์ชั่นตลาดใด แต่แน่นอนว่า รถยนต์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของโลก ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดร็วแม้จะยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลและแทบไม่มีรายละเอียดมาด้วย แต่เซียนแอบถ่ายมั่นใจว่านี่น่าจะเป็นเวอร์ชั่นสำหรับตลาดญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึง เป็นเวอร์ชั่นเอเชีย โดยสามารถสังเกตจากชื่อของรถ ที่ด้านท้ายในภาพที่สอง ซึ่งภาพชุดนี้คาดว่าอาจจะหลุดมาจากขั้นตอนการทำ Focus Group กลุ่มลูกค้าที่มีรายงานว่าใช้กลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาให้ข้อมูล และกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

New-Toyota-Altis-2013-6

อย่างไรก็ดี อาจจะยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการเปิดตัวรถยนต์ 2014 Toyota Corolla Altis ใหม่ อย่างเป็นทางการ แต่แน่นอน ถ้ามันออกมาเหมือนภาพ ก็น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน รวมถึงตัวผมด้วย เพราะว่าการออกแบบนี้ทำได้หล่อเหลาเอาการเลยทีเดียวนะครับ ทีนี้ ก็ลองดูกันอีกทีนะครับว่าข่าวนี้เป็นเพียงแค่ข่าวลือหรือว่ามันจะเป็นความจริง ยังไงซะ ถ้ามีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเจ้านี่ออกมาอีกเมื่อไหร่ ผมจะไม่รอช้าที่จะนำมา update กันแน่นอนนะครับ

ALFA ROMEO เปิดเผยภายในห้องโดยสาร พร้อมยืนยันม้า 240 ตัว

ALFA ROMEO เปิดเผยภายในห้องโดยสาร พร้อมยืนยันม้า 240 ตัว
เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว ผมได้เคยนำเรื่องราวของ Alfa Romeo 4C ซึ่งเป็น Concept Car มาเสนอให้ได้อ่านกัน ซึ่งเป็นนางฟ้าที่งดงามมาก ๆ หลังจากที่ผมได้เห็นจนอดจะนำเรื่องราวมานำเสนอหรือแชร์กันไม่ได้ และปีนี้เอง ก็ได้มีการออกข่าวออกมาเรื่อย ๆ สำหรับเจ้า 4C นี้ โดยครั้งนี้ ทาง Alfa Romeo ได้มีการเปิดเผยภาพภายในห้องโดยสาร และยืนยันเรื่องของพละกำลังว่านางฟ้าคันนี้ จะมีความแรงขนาดไหน งั้นก็มาดูกันเลย

Alfa Romeo ได้มีการเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคเบื้องต้นของรถสปอร์ตรุ่นใหม่ 4C พร้อมกับเปิดเผยภาพในห้องโดยสารเป็นครั้งแรก ก่อนหน้าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ ช่วงกลางสัปดาห์หน้า4C ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง 4 สูบ ความจุ 1,750 ซีซี ซึ่งจะสามารถรีดพละกำลังออกมาได้ทั้งหมด 240 แรงม้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ TCT คลัตช์แห้งแบบสองแผ่น ความยาวตัวถังน้อยกว่า 4 เมตร ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2.4 เมตร สูง 1.18 เมตรและกว้าง 2 เมตร

ตัวถังแบบโมโนค็อกของ 4C ผลิตด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ Alfa Romeo เคยประกาศแล้วว่าสัดส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าอยู่ที่ 4 กก.ต่อ 1 แรงม้า นั่นหมายความว่า 4C จะมีน้ำหนักตัวเพียงแค่ 960 กก.เท่านั้นแบรนด์รถสุดหรูจากอิตาลียังเปิดเผภาพในห้องโดยสารสไตล์เรียบหรู พร้อมกับระบุว่าเป็นการออกแบบที่เน้น “ความพึงพอใจในการขับขี่สูงสุด” ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในหลายส่วน ขณะที่เบาะที่นั่งผลิตจากวัสดุผสมคอมโพสิต ส่วนแผงแดชบอร์ดมีดีไซน์เรียบง่าย

2015 MERCEDES S63 AMG COUPE

2015 MERCEDES S63 AMG COUPE
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มีการเปิดตัวตัวแรงรุ่นใหญ่ S63 AMG Coupe ตามตัวซีดานไปติด ๆ โดยตัว S63 AMG Coupe นี้จะใช้เครื่องยนต์แบบ V8 Bi-Turbo 5,500 ซีซี 585 แรงม้า (PS) แรงบิด 91.71 กก.-ม. ทำให้คูเป้ยักษ์รุ่นนี้เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 4.3 วินาที ท๊อปสปีดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-COVER

เป็นครั้งแรกที่มีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อใน S63 AMG Coupe มีชื่อต่อท้ายว่า 4Matic เร่งออกตัวได้เร็วขึ้นเป็น 3.9 วินาที น้ำหนักตัวรถเบากว่ารุ่นก่อนหน้า CL 63 AMG ประมาณ 65 กิโลกรัม และมีกำลังมากกว่า 41 แรงม้า (PS) รวมทั้งมีอุปกรณ์มาตรฐานมากกว่าด้วย

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-03

AMG Lightweight Performance เป็นแนวทางการพัฒนารถโดยเน้นเรื่องลดน้ำหนักเช่น ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน, ล้อแม็กแบบฟอร์จหรือบีบอัด และจานเบรกผลิตด้วยวัสดุพิเศษจาก AMG รวมทั้งชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าผลิตจากอะลูมิเนียม ส่งผลให้รถรุ่นนี้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 3.41 กิโลกรัมต่อ 1 แรงม้า และน้ำหนักที่เบาลงก็ช่วยในเรื่องความประหยัดด้วย โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 9.9 กิโลเมตรต่อลิตร

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-14

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic มีอัตราส่วนการแบ่งแรงบิดหน้า-หลัง 33-67 เปอร์เซ็นต์ มาพร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Airmatic พร้อมระบบแปรผัน ADS Plus โดยมีระบบ Magic Body Control เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ตของ AMG มีลิ้นเปิด-ปิดอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 7 จังหวะ ในการขับปกติหรืออยู่ในโหมด C-Controlled Efficiency ลิ้นในท่อไอเสียจะปิดเพื่อให้เสียงเงียบ แต่ถ้าผู้ขับเลือกโหมด S-Sport หรือ M-Manual ลิ้นจะเปิดเพื่อให้ระบายไอเสียออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเสียงท่อไอเสียก็จะดุดันขึ้นด้วย

Mercedes-Benz-S63-AMG-Coupe-2015-13

S63 AMG Coupe จะเปิดตัวในนิวยอร์ค ออโต้โชว์ เมษายน 2014 นี้ และจะเริ่มทำตลาดด้วยรุ่น 4Matic ก่อน จากนั้นจะตามด้วยรุ่นขับล้อหลังในเดือนกรกฎาคม และพร้อมส่งมอบในเดือนกันยายน ส่วนราคาอย่างเป็นทางการยังไม่เปิดเผย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอาจริงจะลุยตลาดรถกระบะ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอาจริงจะลุยตลาดรถกระบะ
หลาย ๆ คนพอจะเคยได้ยินข่าวว่าเมอร์เซเดสจะผลิตรถกระบะมาซักพักในอดีตหลายปีที่ผ่านมา ในที่สุดข่าวนั้นก็ได้กลายเป็นจริงขึ้นมาซักที โดยล่าสุด เดมเลอร์ เอจี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ออกมาแถลงยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ในเรื่องความร่วมมือในการพัฒนารถกระบะกับ เรโนลต์-นิสสัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของค่ายนิสสันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากรายงานระบุว่านิสสันและเดมเลอร์จะร่วมพัฒนาปิ๊คอัพขนาดกลาง โดยรถปิ๊คอัพของเมอร์เซเดส-เบนซ์จะแชร์พื้นฐานทางการออกแบบโครงสร้างทั้งหมดร่วมกับ Nissan NP300 ตัวแรงสดใหม่ของค่ายญี่ปุ่นค่ายนี้ แต่จะยังคงออกแบบและใช้ความสามารถทางวิศวกรรมของเดมเลอร์ในการพัฒนาเพื่อตอบสนองลูกค้าที่มีความแตกต่าง

nissan-np300

ฐานการผลิตของรถรุ่นดังกล่าวจะอยู่ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปนและเมืองคอร์โดบา ประเทศอาร์เจนติน่า โดยรถที่ผลิตนั้นจะเน้นทำตลาดในยุโรป ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และลาตินอเมริกาเท่านั้น เอเชียและประเทศไทยคงอดกันไปตามเคย ถึงจะมีมาขายก็ไม่รู้ว่าคนไทยจะกล้าซื้อมาขนผักหรือบรรทุกหรือไม่นะครับ อันนี้ก็ต้องดูเอาอีกทีเวลานำออกมาขายจริง ๆ ว่าคนที่ซื้อไปจะใช้งานรถแบบไหนกันแน่นะครับ

รูปด้านล่างนี้บอกไว้ก่อนนะครับว่าเป็นรูปที่แต่งขึ้นโดยใช้โปรแกรมแต่งรูป Photoshop ที่เว็บฝรั่งเค้าทำไว้ โดยใช้โครงสร้างของ Nissan NP300 ครับ ไม่ใช่ของจริงนะครับ

MINI DELUXE PACKAGE – โครเมี่ยมพิชิตมาร

MINI DELUXE PACKAGE – โครเมี่ยมพิชิตมาร
อาจจะดูแปลก ๆ ถ้าสีรถยนต์ทั้งคันนั้นเป็นสีโครเมี่ยมที่เงาวั๊บทั้งคัน หรือถ้าบางคนที่ชอบอะไรที่ดูหรูหราก็อาจจะชอบสีรถที่เป็นโครเมี่ยมก็ได้ ถึงจะแปลกตาไป แต่ก็มีค่ายรถยนต์หลายค่ายที่ทำสีรถออกมาเป็นสีโครเมี่ยมแล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ Mercedes Benz ที่กล้าทำออกมาเป็นแบบอย่างให้เห็นกันในท้องตลาดกันแล้วนะครับ

MINI-Deluxe-Package-2015_8

มาว่ากันเลยดีกว่าครับว่า Mini Deluxe Package มันคืออะไรกันแน่ สำหรับ Deluxe Package ก็คือรุ่นแต่งพิเศษที่ใช้โครเมี่ยมมาแต่งทั้งคันนั่นเองครับ ในเรื่องความเป็นมานั้น ทาง Mini รุ่นพิเศษแบบ “The Exclusive Special” นั้น พัฒนาขึ้นมาเพื่อเน้นประสิทธิภาพการใช้งานสำหรับรถแบบ 3 ประตูโดยเฉพาะรุ่นแบบ Mini 3 Doors ที่จะเป็นรุ่นแรกในการพัฒนาช่วงปี 2015 นี้ โดยอันดับแรกทาง Mini จะเปิดตัวเป็นภาพเรนเดอร์ออกมาก่อนให้ได้ชมกัน

MINI-Deluxe-Package-2015_2

การตกแต่งโดยใช้โครเมี่ยมนั้นจะมีชื่อแพ็คเกจอย่างเป็นทางการว่า “Exterior Deluxe” ที่ย้อนกลับไปยังดีไซน์ของทาง Mini ในช่วงยุคปี 1959 โดยงานดีไซน์จะเน้นความหรูหราของตัวรถท่ามกลางสภาพความคลาสสิกแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังจะใช้ความเป็นเอกลักษณ์ออกแบบแฝงเข้าไปในแต่ละรุ่นอีกด้วย

ขั้นตอนการผลิตชุดแต่งรุ่นพิเศษแบบใหม่นั้นจะมีขึ้นที่ทางโรงงานของ Mini ในเมือง Oxford ประเทศอังกฤษ โดยจะประกอบรถแบบ “Chrome Line Exterior Deluxe” ของ Mini 3 ประตูก่อนเป็นคันแรก

MINI-Deluxe-Package-2015_3

ปิดท้ายด้วยการเปิดเผยไฮไลท์จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของรุ่นโฉมการพัฒนาใหม่นั้นได้แก่ การปล่อยก๊าซ Co2 ที่ลดลงเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นบวกกับประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม

แต่เสียดายที่ยังไม่มีข่าวยืนยันว่าเจ้า Mini รุ่นนี้จะออกจำหน่ายในตลาดประเทศไหนบ้าง เมื่อไหร่ และจะวางจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้สำหรับคนที่เป็นสาวก Mini อาจจะต้องติดตามข่าวกับรุ่นพิเศษนี้กันต่อไปนะครับ

TOYOTA MIRAI – รถยนต์พลังขับเคลื่อนด้วย “ไฮโดรเจน”

TOYOTA MIRAI – รถยนต์พลังขับเคลื่อนด้วย “ไฮโดรเจน”
ผมว่าข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนที่ติดตามข่าวสาร หรือเทคโนโลยีด้านยานยนต์นะครับ เรื่องนี้ได้มีการศึกษามานานหลายปีแล้วทั้งค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นหรือทางฝั่งยุโรป ต่างให้ความจริงจังการกับทำวิจัยพลังงานทางเลือกทางนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นพลังงานหลักในการใช้กับรถยนต์นั้น อาจจะมีอยู่ให้เรา ๆ ท่าน ๆ บริโภคกันไม่เยอะแล้วล่ะครับ และก็จะหมดในที่สุด

จริง ๆ นั้นพลังงานทางเลือกของรถยนต์ได้มีการทำวิจัยกันหลายทางเลือกด้วยกัน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ แก๊ส และไฮโดรเจน ก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงในการนำมาใช้จริงในอนาคต และแน่นอนครับ วันนี้ผมก็ได้นำเอาข่าวของไฮโดรเจนมาเล่าสู่กันฟังเพื่อดูความคืบหน้าของเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น นั่นคือ Toyota ได้มุ่งมั่นปั้นแต่งจะให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ครับ

การค้นพบวิธีที่จะทำให้เติมไฮโดรเจนเหลวเข้าไปในถังน้ำมันได้โดยตรง โครงการวิจัยใช้เวลาถึง 4 ปีในห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เรียกว่า “น้ำมันไฮโดรเจน” อยู่ในรูปของเกลือ “ไฮไดรด์” กับโมเลกุลเชิงซ้อนจำเพาะที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นแคปซูลกักไฮโดรเจนไว้นำไปใช้สันดาปได้ทันทีในเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยปกป้องไฮโดรเจนจากอากาศขณะยังไม่ผ่านเข้าเครื่องยนต์ ส่งผลให้ไม่มีคุณสมบัติติดไฟ โดยใช้กรรมวิธีผลิตพิเศษ เรียกว่า “อิเล็กโตรสปินนิ่งแบบร่วมแกน” ซึ่งบังคับให้โมเลกุลเกลือไฮไดรด์ถูกผลักให้เข้าไปอยู่ตามรูของแคปซูลโพลิเมอร์จำเพาะเกิดเป็นโมเลกุลเชิงซ้อน มีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ราคาราว 1.5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือราว 10 บาทต่อลิตร

นิตยสาร บลูมเบิร์ก บิซิเนสวีค ฉบับปลายเดือนธันวาคมได้นำภาพ อากิโอะ โตโยดะ ประธานโตโยต้ามอเตอร์ ขึ้นปกเป็นสกู๊ปให้โพสท่าเป็นตุ๊กตาแฮปปี้ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมข้อความว่า “ความฝันของอากิโอะ โตโยดะ รถยนต์ในอาณาจักรของเขา จะไม่มีการใช้นํ้ามันอีกต่อไป” ฝันดีของโตโยต้า แต่เป็นฝันร้ายของกลุ่มโอเปกเลยทีเดียว

13 ม.ค.58 โตโยต้า (Toyota) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เปิดตัวรถยนต์ซีดานพลังงานทางเลือกที่ยังไม่มีใครริเริ่มอย่างจริงจังกับพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง โดยรถรุ่นดังกล่าวมีชื่อว่า “โตโยต้า มิราอิ” (Toyota Mirai) ซึ่งเป็นการเผยชื่อ รูปโฉม และสมรรถนะของรุ่นจำหน่ายจริงเป็นครั้งแรก

คำว่า มิราอิ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอนาคต สื่อถึงอนาคต โดยดีไซน์ของมันพัฒนามาจากรถต้นแบบ โตโยต้า เอฟซีวี (Toyota FCV) ด้านหน้าของมันสะดุดตาด้วยไฟหน้าดวงเล็กยาว พร้อมกรอบสามเหลี่ยมคว่ำด้านข้างและกระจังหน้าสี่เหลี่ยมคางหมู เส้นสายด้านข้างเน้นความปราดเปรียว ซุ้มล้อด้านหลังยื่นออกเพื่อรีดอากาศได้ดี ด้านหลังมาพร้อมไฟท้ายรูปสามเหลี่ยมคว่ำ พร้อมกับเส้นไฟสีแดงยาวตลอดแนว

ALL NEW NISSAN MAXIMA – รถดีที่คนไทยไม่ได้ใช้

ALL NEW NISSAN MAXIMA – รถดีที่คนไทยไม่ได้ใช้
งานโชว์รถของทางฝั่งอเมริกา 2015 New York Auto Show นั้นเป็นงานโชว์รถที่ใหญ่อีกหนึ่งงานในฝั่งทวีปอเมริกา และแน่นอนว่าถ้าเป็นงานใหญ่ก็ย่อมมีรถใหม่ ๆ เดินพาเหรดเปิดตัวกันหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ซึ่งหนึ่งในรถยนต์ที่เปิดตัวในงานนี้ก็เป็นอีกรุ่นที่ใครหลาย ๆ คนเฝ้าจับตามองกันอย่างใจจดใจจ่อ ถูกต้องครับ นั่นก็คือ All New Nissan Maxima พี่ใหญ่ของค่าย Nissan จากแดนปลาดิบเรานี่เองครับ

Nissan-Maxima-2016-1

โดยทาง Nissan ได้เปิดเผยว่าสไตล์การออกแบบของเจ้า Maxima ใหม่นั้นจะเป็นแบบ “Dramatically Styled” โดยการออกแบบนั้นจะเป็นการออกแบบที่ไม่เหลือคราบของรถซีดาน 4 ประตูแบบเดิมเลยทีเดียว แต่จะเดินเส้นสายให้ดูสปอร์ตและดูมีกล้ามมากขึ้น ถ้าจะว่ากันไปตามที่ Nissan สาธยายนั้น งานออกแบบด้านหน้าจะเป็นการออกแบบที่เรียกว่า “V-Motion” โดยมีการออกแบบไฟหน้าให้เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม อีกทั้งยังมีความโค้งของตัวถังที่มากขึ้นเพื่อทำให้ตัวรถนั้นมีมิติที่สวยงาม

Nissan-Maxima-2016-4

สำหรับการตกแต่งภายใน บอกได้เลยว่าภายในของเจ้า “All New Nissan Maxima 2016” อลังการงานสร้างไม่แพ้รุ่นอื่น ๆ เลยทีเดียว โดยดูการตกแต่งภายในแล้วหรูหราโอ่อ่า บวกกับวัสดุที่ใช้ก็เป็นวัสดุชั้นเลิศเลยก็ว่าได้ และได้มีการอัดเทคโนโลยีมาเต็มสูบ โดยเริ่มจาก ระบบสตาร์ทด้วยรีโมท, Predictive Forward Collision Warning ซึ่งเป็นระบบช่วงล่างใหม่สุดไฮเทค, Intelligent Cruise Control, Forward Emergency Braking, Rear Cross Traffic Alert และ Blind Spot Monitoring

Nissan-Maxima-2016-5

สำหรับหัวใจของเจ้า All New Nissan Maxima นั้นได้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน รหัส VQ ขนาด 3.5 ลิตร แบบ V6 โดยพกม้ามาทั้งหมดทั้งสิ้นที่ 300 ตัว และมีอัตราการบริโภคน้ำมันอยู่ที่ 7.8 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอัตราที่มีความประหยัดเอาเรื่องเลยทีเดียวสำหรับเครื่องยนต์ขนาด 3.5 ลิตร

All New Nissan Maxima นั้นมีรุ่นให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ SL, SR และ ตัวท๊อปสุดก็คือรุ่น Platinum Grades จะราคาเริ่มต้นที่ 32,410 USD ครับ

Nissan-Maxima-2016-2

สำหรับบ้านเรา บอกได้คำเดียวว่าหมดหวังครับ เพราะว่าไม่มีขายนะครับ ที่เห็นก็จะมีฝั่งอเมริกาเป็นหลักครับ แต่จริง ๆ จะว่าไปก็น่าเสียดายเหมือนกันที่ทาง Nissan ไม่เอาเข้ามาขายบ้านเรา อย่าง Lexus ที่เป็นรถยนต์ระดับหรูของค่าย Toyota ยังมีขายบ้านเราได้เลย ถ้า Nissan Maxima และ Acura มาทำตลาดในบ้านเราด้วย ในตลาดรถยนต์คลาสนี้ก็จะมีสีสันและมีทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นะครับ

MAZDA 3 MINORCHANGE เปิดตัวแล้วที่ญี่ปุ่น

MAZDA 3 MINORCHANGE เปิดตัวแล้วที่ญี่ปุ่น
ช่วงนี้ตลาดรถเก๋ง C-Segment คึกคักกันใหญ่ รถยนต์จากค่ายต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างยกขบวนเปิดตัวรถยนต์เวอร์ชั่นใหม่ ๆ กันไปตาม ๆ กัน และล่าสุด Mazda ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการเปิดตัว Mazda 3 Minorchange ด้วยการปรับหน้าตาใหม่ครั้งแรก เริ่มจาก ไฟหน้า LED ใหม่ รับกับกระจังหน้าทรง Signature Wing พร้อมกรอบกระจังหน้าโครเมี่ยมที่หนาขึ้น กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสปอร์ต พร้อมไฟตัดหมอกหน้าทรงกลมและกระจกมองข้างปรับตำแหน่งไฟเลี้ยว LED ใหม่ ล้ออัลอลยขนาด 18 นิ้ว ลายใหม่ และด้านท้าย ในรุ่นซีดานมีสปอยเลอร์หลัง ติดตั้ง เสริมความเท่ไปอีกแบบ ส่วนรุ่น แฮทช์แบคออกแบบกันชนหลังใหม่

ภายใน สปอร์ตด้วย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านใหม่ ระบบเบรกมือจากเดิมเป็นก้านโยก มาเป็น ปุ่มเบรกมือทำงานด้วยระบบไฟฟ้า หรือ Electronic Parking Brake สวิตช์แอร์ดีไซน์ใหม่และได้มีการออกแบบชุดคอนโซลกลางใหม่ทั้งหมด พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุโครเมี่ยมแบบ sharper chrome และออฟชั่นที่คุณคุ้นเคย และไม่พลาดทุการเชื่อมต่อด้วย MZD Connect

Mazda 3 รุ่นปรับโฉมมาพร้อม ขุมพลัง SKYACTIV ที่มีให้เลือกหลายความจุตามความต้องการของลูกค้าชาวญี่ปุ่น ตั้งแต่เครื่องเบนซิน SKYACTIV-G 1.5 เครื่องเบนซิน SKYACTIV-Hybrid 2.0 ลิตร เครื่องดีเซลใหญ่สุด SKYACTIV-D 2.2 ลิตร และใหม่เครื่องดีเซล SKYACTIV-D 1.5 ลิตร กำลังถึง 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 รอบ/นาที ทุกเครื่องยนต์มาพร้อมเกียร์ธรรมดา กับเกียร์อัตโนมัติ Skyactiv-Drive 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ในรุ่น 3 Hybrid

ระบบความปลอดภัยยังเพิ่มระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง G-Vectoring Control ที่จะช่วยให้ควบคุมแรงบิดเครื่องยนต์รวมถึงให้ความแม่นยำในการถ่ายทอดกำลังลงล้อ ส่งผลให้การขับขี่ทางโค้งราบรื่น ติดตั้งเป็นออฟชั่น ประจำและคับคั่งด้วย i-Activsense ทั้ง

Adaptive LED Headlamps (ALH) = ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกกันอย่างอิสระทั้งซ้าย-ขวาให้เหมาะสมกับระยะห่าง และตำแหน่งของรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ
Smart City Brake Support/Reverse (SCBS/R) = ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้า
Mazda Radar Cruise Control (MRCC) = ระบบล็อคความเร็วอัตโนมัติ ด้วยระบบเรดาห์
Lane Departure Warning System (LDWS) = ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
Lane Keep Assist System (LAS) = ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
Driver Attention Alert (DAA) = ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่
Blind Spot Monitor (BSM) = ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน
Rear Cross Traffic Alert (RCTA) = ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง
Traffic Sign Recognition (TSR) = ระบบการตรวจจับสัญญาณจราจร และใหม่ ระบบ forward-sensing camera
mazda-3-minorchange-2016-gallery-3

Mazda 3 รุ่นแปรับโฉม พร้อมจำหน่ายแล้วที่ญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้น ¥ 1,760,400 ถึง ¥ 3,310,200 หรือราว 585,000 ถึง 1,099,000 บาท ส่วนเมืองไทยเตรียมพบตัวจริงซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้เป็นอย่างเร็ว

อายุของยาง…เป็นเพียงตัวเลขหรือความเชื่อ

อายุของยาง…เป็นเพียงตัวเลขหรือความเชื่อ
ความปลอดภัยของการขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญ การเลือกซื้อยางรถยนต์จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของรถทุกคนให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากยางคือสิ่งที่ต้องสัมผัสกับพื้นถนนอยู่ตลอดเวลา การยึดเกาะถนน การทนทานต่อความร้อนและแรงเสียดทาน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ทว่าหลายคนก็ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อยางอยู่ เพราะได้รับฟัง หรือได้อ่านเรื่องราวความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ “อายุการผลิตของยาง” จนทำให้เจ้าของรถในเมืองไทยจำนวนไม่น้อย คำนึงถึงวันผลิตที่ติดอยู่บนแก้มยางหรือ DOT (Department of Transportation) มากจนเกินความจำเป็น เพราะแท้จริงแล้วการเลือกซื้อยางที่ถูกต้อง ควรเลือกซื้อยางที่มีขนาดที่ถูกต้อง เหมาะกับประเภทของรถ การใช้งาน คุณภาพ และควรให้ความใส่ใจการดูแลรักษายาง

จากการศึกษาและวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐบาล และบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า แท้จริงแล้ว วันผลิตของยางไม่ได้มีผลกับสมรรถภาพของยางอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโดยปกติ ยางที่ผลิตออกมานั้น เมื่อมีการจัดเก็บที่ดีพอ เช่น การเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม และยังไม่ได้เริ่มใช้งาน ก็จะสามารถเก็บยางเส้นนั้นๆ ได้เป็นเวลาหลายปีโดยไม่เสื่อมสภาพ

กรมทรัพยากรอุตสาหกรรมของประเทศเกาหลีใต้ ได้เคยออกเอกสารที่มีข้อความที่ไม่ถูกต้องเมื่อ พ.ศ. 2550 ว่ายางที่ผลิตนานกว่าหนึ่งปี อาจจะมีผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ได้ แต่ท้ายที่สุด ความเชื่อที่คลาดเคลื่อนนี้ก็ได้ลบล้างไป หลังจากกรมคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศเกาหลีใต้ ได้จัดการทดสอบเพื่อพิสูจน์ระดับความปลอดภัยในการใช้ยาง ระหว่าง ยางใหม่ และ ยางที่ผลิตย้อนหลังไปสามปี (พ.ศ. 2548 – พ.ศ. 2550) ซึ่งด้วยการทดสอบแบบ KSM6750 เกี่ยวกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง และการขับขี่แบบหยุดเป็นระยะ ได้ผลลัพธ์ว่า แม้วันที่ผลิตจะแตกต่างกัน แต่ประสิทธิภาพและสมรรถนะของยาง เหมือนกันทุกประการ

นอกจากนั้น กรมคมนาคมของประเทศสหรัฐอเมริกา ยังเคยตีพิมพ์บทความเรื่อง “ประสิทธิภาพของยางรถที่มีการเติมลมแล้ว” (The Pneumatic Tier) ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 โดยระบุว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ยางมีการใช้งาน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางเสื่อมสภาพ ยางรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 ก.ม./ชม. สามารถทำให้เกิดอุณหภูมิที่หน้ายางสูงขึ้นถึง 75 องศาเซลเซียส แต่หากความดันในลมยางน้อยกว่าปกติ (เช่น ยางแบน) ก็จะยิ่งทำให้ความร้อนหน้ายางสูงมากกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

ดังนั้น อุณหภูมิในโกดังที่จัดเก็บยางรถยนต์ก่อนการใช้งานจริง จึงมีผลต่อคุณภาพของเนื้อยางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดสี เมื่อนำยางไปใช้ในการขับขี่จริง เพราะโดยทั่วไปนั้น ยางที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน สามารถเก็บได้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีก่อนการใช้งานจริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาจากคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้จากการทดสอบของประเทศในฝั่งยุโรป โดยองค์กร ADAC หรือ Allgemeiner Deutscher Automobil-Club ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อผู้ขับขี่รถยนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี ได้พิสูจน์เรื่องสมรรถนะของยางเอาไว้ในเดือนมิถุนายน 2553 โดยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพยางรถยนต์ที่ผลิตใน พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2547 สำหรับการขับขี่ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ซึ่งผลการทดสอบก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า ยางที่ผลิตใหม่จะมีสมรรถนะเหนือกว่ายางที่ผลิตมานานกว่า

ขณะเดียวกัน ทางประเทศไทยเอง ก็มีหน่วยงานภาควิชาการที่ได้ทำการทดสอบในลักษณะเดียวกัน โดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ TUV Rheinland Group Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่ทดสอบ และให้การรับรองคุณภาพแก่ผลิตภัณฑ์ และสินค้าของบริษัทชั้นนำทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเยอรมนี ทำการทดสอบเพื่อหาข้อพิสูจน์ว่า ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทยนั้น สมรรถนะของยางที่ผลิตใหม่ กับยางที่ผลิตมานานกว่า จะมีความแตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพ และความปลอดภัยหรือไม่

การทดสอบกระทำโดย นำยางรถยนต์ที่มีวันผลิตต่างกัน 1 ปีไปทดสอบการใช้งาน โดยการขับขี่ด้วยความเร็วสูงที่ 230 กม./ชม. ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องนาน 60 นาที ผลที่ได้จากการทดสอบพบว่า มีความแตกต่างกันไม่เกิน 1% รวมทั้งยังมีความสามารถในการบรรทุกหนัก และวิ่งเป็นระยะทางไกล ตลอดจนความแข็งแรงของหน้ายาง และโครงสร้างยางไม่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่วันผลิตยางนั้นห่างกันถึง 1 ปี

นอกจากนั้น TUV Rheinland Group Ltd. ยังได้ทำการทดสอบว่า วันที่ของการผลิตที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อสมรรถนะของยาง ในด้านความสามารถในการเกาะถนน การควบคุมการขับขี่ และการเบรคของยางหรือไม่ โดย TUV Rheinland Group Ltd. ได้ทำการทดสอบระยะการเบรคที่ความเร็ว 80 กม./ชม. จนกระทั่งหยุดนิ่ง ผลการทดสอบพบว่า ยางที่มีวันที่ของการผลิตแตกต่างกัน มีความสามารถในการเกาะถนน การควบคุมการขับขี่ และการเบรคใกล้เคียงกันมาก จนแทบจะไม่มีความแตกต่าง

นายชูเดช ดีประเสริฐกุล อาจารย์ประจำ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ยางที่มีวันที่การผลิตต่างกัน 2 ถึง 3 ปีจะให้สมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่ในระดับที่ไม่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการเก็บรักษายางในร้านด้วยว่า มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสม รวมทั้งไม่โดนแดด เพราะอาจจะทำให้หน้ายางมีความยืดหยุ่นน้อยลง และแข็งขึ้น ดังนั้น การเลือกซื้อยางในร้านที่เชื่อถือได้จึงมีความสำคัญ แทนที่จะคำนึงเรื่องวัน เดือน ปี ที่ผลิตเป็นหลัก”

“ส่วนความเชื่อที่ว่า ยางรุ่นเดียวกัน ถ้ายิ่งผลิตใหม่ที่สุด ก็จะยิ่งทำให้ได้รับยางที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น และมีวัตถุดิบที่ดีขึ้น ก็ไม่ได้รับการยืนยัน เพราะยางในแต่ละรุ่นนั้น จะมีการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน บางครั้งยางที่ผลิตก่อน อาจจะมีความเหนียวของยางมากกว่า ซึ่งทำให้การขับขี่มีสมรรถนะยิ่งขึ้น”

“สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อยางสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย คือ ต้องเลือกยางที่เหมาะสมกับการใช้งานและขนาดของล้อ ส่วนวันที่ผลิตนั้น ไม่ถือเป็นสิ่งที่มีผลโดยตรงต่อการเสื่อมสภาพของยางแต่อย่างใด” นายชูเดช กล่าวสรุป

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านจะมีวิธีการเลือกซื้อยางที่ถูกต้องและมอบความปลอดภัยแก่การขับขี่มากที่สุด การเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่าย ในการเลือกหายางที่ใหม่ที่สุดเพื่อใช้งานจะหมดไป เพราะในวันนี้ มีผลพิสูจน์จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือทั่วโลกแล้วว่า ยางใหม่และยางเก่าไม่แตกต่างกัน วันนี้ผู้ใช้รถทั่วโลกเริ่มตระหนักว่า การเลือกซื้อยาง ต้องเลือกยางที่เหมาะสมกับประเภทใช้งานและความต้องการ รวมทั้งเลือกขนาดของยางที่ถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพและสมรรถนะของการขับขี่สูงสุด

ขับรถปลอดภัยในหน้าฝน

ขับรถปลอดภัยในหน้าฝน
เข้าหน้าฝนกันแล้วฝนตกกระหน่ำแทบทุกวัน อีกเรื่องหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ การตรวจเช็ก รถที่รักของเรา ให้พร้อมรับหน้าฝน เพื่อความปลอดภัย ในการขับขี่ช่วงหน้าฝน ลองมาดูกันนะครับว่าในหน้าฝนอย่างนี้ เราจะเตรียมความพร้อมอย่างไรให้ปลอดภัยถึงที่หมายแบบหายห่วง

หากฝนตกหนัก ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน ในกรณีที่ฝนตกหนัก ไม่สมควรที่จะเปิดไฟฉุกเฉิน เนื่องจากไฟฉุกเฉินมีไว้เพื่อกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และจะทำให้แยกไม่ออกหากมีรถที่ได้รับอุบัติเหตุ เปิดไฟฉุกเฉินและจอดที่ข้างทาง รวมทั้งจะไม่สามารถให้สัญญาณเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน ทำให้ เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายจากการที่รถที่ตามมาด้านหลัง คาดเดาทิศทางของรถไม่ได้

ไฟฉุกเฉิน

ตรวจสภาพยางให้พร้อม หมั่นตรวจสภาพยางก่อนใช้งานเสมอ และแน่ใจว่าคุณได้ทำตามขั้นตอนในการบำรุงรักษาดังต่อไปนี้ เติมลมยางให้เหมาะสม ตามข้อแนะนำของบริษัทผลิตรถยนต์ ซึ่งส่วนมากจะมีสติกเกอร์ข้อมูลแนะนำความดันลมยางปิดไว้บริเวณ ขอบประตูรถ และอยู่ในคู่มือประจำรถ ขนาดความดันลมยางที่อยู่บนแก้มยางเป็นตัวเลขที่บอกความสามารถในการรับแรงดันสูงสุดของยางเส้นนั้นๆ ไม่ได้เป็นแรงดันลมที่เหมาะสมในการใช้งาน คุณควรตรวจแรงดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งตรวจความลึกดอกยาง ความลึกเหมาะสมของดอกยางที่เหลือ อยู่เป็นตัวป้องกันการลื่นไถล หรือการเหินน้ำ

ขับให้ช้าลง เมื่อฝนตก สิ่งสกปรกและน้ำมัน บนถนนจะรวมตัวกันทำให้ถนนลื่นทำให้รถเกิดการไถลได้ ทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการลื่นไถล คือ การขับขี่ให้ช้าลง การขับขี่ที่ช้าลงทำให้ดอกยางสามารถสัมผัสถนนได้มากขึ้น ทำให้การเกาะถนนดีขึ้น

เรียนรู้ไว้ว่าต้องทำอย่างไร เมื่อเกิดการลื่นไถล ขึ้น การลื่นไถลเกิดขึ้นได้เสมอ จำไว้ว่าอย่าเหยียบเบรกอย่างรุนแรงเมื่อเกิดการลื่นไถล อย่าย้ำเบรกซ้ำ ๆ ถ้ารถของคุณมีระบบป้องกันล้อล็อกจากการเบรก (ABS) สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดการลื่นไถลคือ เหยียบเบรกอย่างมั่นคง ที่ระดับความหนักที่สม่ำเสมอ และควบคุมพวงมาลัยให้อยู่ในทิศทางที่รถไถลไป

ทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้า ควรทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร เนื่องจากในสภาวะอากาศ ที่ไม่ปกติอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา การทิ้งระยะห่างจากคันหน้าจะสามารถทำให้เราเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ

เตรียมการสำหรับการเดินทาง การขับขี่บนถนนเปียกต้องการการควบคุมอย่างนุ่มนวลไม่กระแทกกระทั้น ในการบังคับเลี้ยว การเร่ง และ การเบรก เมื่อคุณขับรถในวันฝนตก รองเท้าอาจจะเปียกและลื่นออกจากแป้นคันเร่ง หรือเบรกได้ง่าย ให้เช็ดพื้นรองเท้ากับพรมรองพื้นในรถก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์ ผู้ขับรถทุกคนควรตรวจไฟหน้ารถ ไฟท้าย ไฟเบรก และ ไฟเลี้ยวว่าสามารถ ทำงานได้ตามปกติ เมื่อถนนเปียกระยะเบรกจะเพิ่มเป็น 3 เท่า จากถนนแห้ง ดังนั้นในการขับขี่จะต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้าให้มากขึ้น

เรียนรู้ว่าจะหลีกเลี่ยงและรับ มือกับการเหินน้ำได้อย่างไร การเหินน้ำเกิดขึ้นเมื่อปริมาณน้ำที่อยู่ที่หน้ายางรวมตัวกันมากกว่าปริมาณน้ำที่ยางสามารถไล่ออกไปได้ แรงดันของน้ำทำให้ยางยกตัวสูงขึ้นจากพื้นถนน และไถลอยู่บนฟิล์มบางๆ ของน้ำที่อยู่ระหว่างยางกับถนน ดังนั้นการเจอแอ่งน้ำตามถนนอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ควรเตรียมพร้อมโดยการขับขี่ทั้งสองมือและประคองพวงมาลัยให้มั่นคงเมื่อคาดเดาว่าจะเจอแอ่งน้ำ เพราะการเหินน้ำจะทำให้รถสะบัดและอาจจะเปลี่ยนทิศทาง ได้ง่าย