แค่นำรถไปล้าง อาจเป็นเรื่อง

แค่นำรถไปล้าง อาจเป็นเรื่อง
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถยนต์ กล่าวได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ทางด้านการประกันภัยของตัวรถยนต์ ทางบริษัทที่รับทำประกันภัย ก็จะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ตลอดจนข้อระบุต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวรถยนต์มากมายที่เดียว แต่บทความที่จะทำการกล่าวถึงต่อไปนี้นั้น มิได้มีการเกี่ยวข้องกับการประกันภัยแต่อย่างใด แต่จะชี้แจงในเรื่องที่ท่านเจ้าของรถยนต์ไม่ควรประมาท ยิ่งสังคมสมัยนี้มีเรื่องราวแปลก ๆเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวันไม่เว้นแม้กระทั่งรถยนต์อย่างบทความที่จะทำการกล่าวถึงในต่อไปนี้ครับ.

การทำความสะอาดรถยนต์ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะทำความสะอาดรถยนต์ด้วยตนเอง หรือสถานีบริการทำความสะอาดรถยนต์สำหรับในกรณีที่ นำรถไปทำความสะอาดจากสถานที่รับบริการทำความสะอาดรถยนต์ ขอให้ระมัดระวังพวกมิจฉาชีพ ที่รอจังหวะท่านเจ้าของรถเผลอ จะทำตัวเหมือนบุคคลทั่วไป หากสถานที่ที่ทำความสะอาดรถยนต์นั้น มิได้ออกเอกสารการรับบริการยิ่งน่ากลัวกันไปใหญ่ การที่มิได้ออกเอกสารก็อาจจะเป็นช่องโหว่ ที่พวกมิจฉาชีพเหล่านั้น คอยหาจังหวะอยู่ก็เป็นได้

มาทำความเข้าใจกันเลยว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน สมมุติว่านำรถเข้าไปล้างยังสถานีบริการแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ทำการรับรถเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเจ้าของรถยนต์ก็ไปทำธุระหรือ ไปทำภารกิจอื่น ที่ไกลจากตัวรถมาก พร้อมกันนั้นสถานที่แห่งนั้นก็มิได้ออกใบรับรถให้ จากนั้นพวกพนักงานก็ต่างคนต่างทำงานของหน้าที่ตนเองไป(ตามประสา) คนล้างรถก็ล้าง คนเช็ดก็เช็ด คนเก็บเงินก็คอยเก็บเงินโดยไม่สนใจเลยว่าใครจะเป็นอย่างไร อะไรทำนองนี้ แล้วจู่ ๆ มีคน (มิจฉาชีพ) มาบอกว่า “รถยนต์คันนี้เสร็จหรือยัง จะรีบไปทำธุระ ” หรือ รถยนต์คันนั้น คันนี้ ลูกค้าคนนั้น คนนี้ ให้มารับรถแทน หรือ อื่น ๆ อีกมากมาย ที่พอจะทำให้ตายใจสนิทใจ พอจ่ายเงินค่าบริการเสร็จ ก็หายวับไปกับตา กว่าจะรู้ว่าถูกขโมย ต้องรอเจ้าของรถมารับรถถึงจะได้ทราบกัน เหตุการณ์ดังกล่าว ขอให้ระวังกันนะครับ ถึงแม้จะไม่มีข่าวเกิดขึ้นก็ตาม

ทางด้านสถานประกอบการก็เช่น เดียวกัน หากได้เข้ามาอ่านแล้วก็ให้ระวังกันไว้บ้างนะครับ ต้องขอบอกเลยว่าคนที่ทำงาน (ส่วนใหญ่) ที่เป็นลูกจ้าง ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของรถกันแน่ ดังนั้น ขอให้ระวังเจ้า (พวกนั้น) ยังไงกันย่อมดีกว่าแก้ แน่ ๆ ครับ อีกกรณีหนึ่ง การที่ให้ยืมรถแก่กันและกัน ดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่า “รถยนต์เป็นทรัพย์สิน ที่เคลื่อนที่ได้” ขอให้ไตร่ตรองกันให้มากครับ จริงอยู่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรต่อไปในเวลาข้างหน้า ควรพิจารณากันไว้ด้วยนะครับ บทความที่เกี่ยวกับมิจฉาชีพมีให้อ่านอยู่ในบทความของเราอีกครับ ทางผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับประโยชน์จากบทความของเราในทุกเรื่องครับผม ท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน มีความสุขร่ำรวยกันถ้วนหน้าครับ

ลำปางยังหนาวเตือนปชช.เฝ้าระวังรับอากาศเย็น

ลำปางยังหนาวเตือนปชช.เฝ้าระวังรับอากาศเย็น
จ.ลำปาง ยังหนาวเเละเจอหมอกหนา เตือนประชาชนเฝ้าระวังเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศเย็นที่ จ.ลำปาง สภาพอากาศยังคงหนาวเย็นต่อเนื่อง โดยสถานีอุตุนิยมวิทยาลำปางวัดอุณหภูมิ ที่ตัวเมืองลำปางได้ 15.5 องศาเซลเซียส

ส่วนบริเวณพื้นราบที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง สถานีตรวจวัดการเกษตรห้างฉัตร วัดได้ต่ำสุด 15.2 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วงเช้ามืด ในหลายพื้นที่ยังคงมีหมอกหนาลงมาปกคลุม โดยเฉพาะตามเส้นทางถนนสายหลักที่ตัดผ่านหุบเขา ทั้งถนนสายลำปาง เลี่ยงเมืองไปศูนย์ราชการบ้านหนองหน้า จะมีหมอกปกคุลมเต็มถนนระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร และถนนลำปาง – เด่นชัย แพร่ เขต อ.แม่ทะ ยังพบว่า มีหมอกหนาวหนาทึบทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นเหลือต่ำลงเพียง 200 เมตร เท่านั้น รถที่วิ่งตามถนนจึงต้องเปิดไฟหน้า และไฟตัดหมอก พร้อมกับขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ทาง นายทิวา พันธ์ไม้สี ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาลำปาง ได้ประกาศว่า ระยะนี้พื้นที่ จ.ลำปาง รวมถึงจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน จะยังคงหนาวเย็นต่อเนื่อง และอุณหภูมิจะลดลงอีก 2 –3 องศาเซลเซียส ยอดดอย 6 – 10 องศา จึงขอย้ำเตือนให้เตรียมพร้อมรับมือ และระวังปัญหาสุขภาพร่างกายที่จะตามมาจากสภาพอากาศที่จะหนาวเย็นลงฉับพลันนี้

รีวิว Mercedes-Benz GLC250d ซิ่งเอสยูวีหรูทัวร์สายบุญไกลถึง จ.พังงา

รีวิว Mercedes-Benz GLC250d ซิ่งเอสยูวีหรูทัวร์สายบุญไกลถึง จ.พังงา
เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sanook! Auto ได้มีโอกาสร่วมทริปทดสอบรถเอสยูวีจากค่ายเมอเซเดส-เบนซ์จำนวนถึง 3 รุ่น บนเส้นทางกรุงเทพฯ-พังงา แถมยังได้ร่วมทำความดีด้วยการปลูกต้นพริกไทยและมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา อีกด้วย

การทดสอบครั้งนี้มีชื่อเรียกเต็มๆว่า “Mercedes-Benz Star Charity 2016 #stardrive #suv” ซึ่งแน่นอนว่ารถทุกคันในทริปนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเอสยูวีจากค่ายดาวสามแฉกทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วย

– Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium
– Mercedes-Benz GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic
– Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic
– Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC Exclusive
– Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic
– Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD
– Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic

จำนวนรวมถึง 15 คันที่ขับตามกันไปถึง จ.พังงา แต่น่าเสียดายที่เรามีโอกาสทดสอบเพียง 3 คันเท่านั้น ก็คือ GLC250d 4MATIC รุ่น AMG Dynamic และ OFF-ROAD, GLA250 AMG Dynamic และอีกคันที่เราได้ขับกันสั้นๆ แต่มันส์เป็นบ้า! ก็คือ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic นั่นเอง

เริ่มต้นการทดสอบในครั้งนี้ รถคันแรกที่เรามีโอกาสสัมผัสก็คือ GLC250d 4MATIC AMG Dynamic ซึ่งเรียกว่าเป็นคันที่อยู่กับเราซะเป็นส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะจะสลับกับผู้สื่อข่าวท่านอื่นกี่ครั้ง ก็มักจะได้รุ่นนี้ตลอด แต่ถึงแม้จะเป็นรุ่นเล็ก (แต่ไม่เล็กสุด) ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะสมรรถนะที่ได้จาก GLC250d 4MATIC คันนี้ เราแทบอยากจะเรียกว่าเป็นเมอเซเดส-เบนซ์ที่ขับสนุกที่สุดที่เราเคยสัมผัสมาในปี 2559 นี้เลยก็ว่าได้!

ดีไซน์ภายนอกของ GLC250d 4MATIC AMG Dynamic ถูกตกแต่งด้วยกันชนหน้า-หลังสไตล์ AMG พร้อมปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียมแบบคู่, บันไดข้างสเตนเลสดีไซน์สปอร์ต พร้อมล้ออัลลอย Multi-spoke จาก AMG ขนาด 20 นิ้ว และยางขนาด 255/45 R20

ด้านหน้าติดตั้งไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ติดตั้งระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adative Highbeam Assist) มาให้ด้วย

ในรุ่น AMG Dynamic ยังติดตั้งหลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า มีม่านกรองแสงยามขับขี่ในเวลากลางวันมาให้ มาพร้อมกุญแจแบบ Keyless-GO ทำงานคู่กับปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ขณะที่ประตูท้ายเป็นแบบไฟฟ้า โดยในรุ่น AMG Dynamic จะมีระบบ Hands-free Access ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ใต้กันชน หากต้องการเปิดประตูท้าย ก็เพียงแต่แกว่งเท้าใต้กันชน ประตูก็จะค่อยๆเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ดีไซน์ภายนอกของ GLC250d AMG Dynamic ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเป็นเอสยูวีที่ออกแบบได้ลงตัวที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดขณะนี้เลยก็ว่าได้ ทั้งไฟหน้าที่ออกแบบให้ดูดุดัน สัดส่วนหน้าหลังที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี ไฟท้ายแบบ LED ดูโดดเด่นยามค่ำคืน ยิ่งได้ชุดแต่ง AMG กับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วแล้วด้วยล่ะก็ มันดูมีเสน่ห์เย้ายวนน่าหลงใหล เมื่อเวลาผ่านไป มันจะกลายเป็นความคลาสสิกสไตล์เบนซ์ที่น้อยแบรนด์นักจะเทียบได้

ห้องโดยสารภายในติดตั้งเบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Artico สามารถปรับด้วยไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบเมมโมรี่ 3 ตำแหน่ง ที่รองขาสามารถยืดไปข้างหน้าได้ โดยในรุ่น AMG Dynamic ยังสามารถปรับพนักพิงศีรษะระบบไฟฟ้าได้ด้วย

เบาะนั่งโดยสารด้านหลังสามารถปรับพับได้แบบ 1/3 และ 2/3 สามารถปรับองศาพนักพิงหลังได้ 1 ระดับ (ปรับระดับด้วยมือ) ซึ่งพื้นที่ภายในห้องโดยสารด้านหลังก็ถือว่าเหมาะสมกับขนาดบอดี้ พื้นที่วางขาเหลือพอประมาณ ไม่กว้างมากมาย แต่ก็ไม่อึดอัด พื้นที่เหนือศีรษะเหลือเฟือตามสไตล์รถเอสยูวี แม้ว่าจะเป็นหลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟ ที่จำเป็นต้องมีกลไลพับเก็บม่านกรองแสงและชุดกระจกก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี รุ่น OFF-ROAD ที่ไม่มีซันรูฟจะมีพื้นที่เหนือศีรษะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

Mazda3 2017 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตรทุกรุ่น เริ่ม 8.47 แสนบาท

Mazda3 2017 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตรทุกรุ่น เริ่ม 8.47 แสนบาท
Mazda3 2017 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ชูจุดเด่น SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS พร้อมชุมพลังเบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ลิตร เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้น 8.47 แสนบาท

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้า3 ถือเป็นรถยนต์รุ่นหลักของมาสด้ามาตลอดทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก เพราะรถรุ่นนี้มียอดขายทั่วโลกไปแล้วกว่า 5 ล้านคัน และในประเทศไทย มาสด้า3 ถือเป็นรุ่นหลักสำคัญของเราเสมอมาด้วยยอดขายกว่า 62,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ ปี 2547 การเปิดตัวมาสด้า3 รุ่นปรับโฉมใหม่ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเราชาวมาสด้า ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จทางด้านยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย

100

“ซึ่งปีนี้มาสด้าตั้งไว้สูงถึง 50,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 18% การแนะนำมาสด้า3 จะเข้ามาเติมเต็มในเซ็กเม้นต์ที่สำคัญ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า เฉพาะมาสด้า3 เราตั้งเป้ายอดขายรุ่นนี้ไว้สูงถึง 5,500 คันต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 33% ที่สำคัญจะเป็นโมเดลหลักที่จะทำให้มาสด้าสามารถครองอันดับ 3 อย่างถาวรในตลาดรถยนต์นั่งแบบไร้คู่แข่ง และขยับเข้าใกล้กับอันดับสองได้มากที่สุด”

“ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าวันนี้มาสด้าได้ยืนยันถึงแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก และมาสด้าประเทศไทยกำลังผลักดันรถยนต์รุ่นอื่นๆ ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ GVC เพื่อลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของในอีกหลากหลายรุ่น” นายชาญชัย กล่าวเสริม

122

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวว่า “การเปิดตัวมาสด้า3 รุ่นปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้ นอกเหนือจากจะมาพร้อมอีกขั้นของความหรูหราแล้ว มาสด้า3 ใหม่ยังเปิดตัวมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากมาสด้า นั่นคือ SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อม G-VECTORING CONTROL ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ GVC ที่จะช่วยให้การทรงตัวของรถเป็นไปอย่างนิ่มนวล ส่งผลให้เกิดการยึดเกาะถนนดียิ่งขึ้น เพิ่มความปลอดภัยและความสบายในทุกสภาวะการขับขี่ โดยเทคโนโลยี GVC ภายใต้ SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS สำหรับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากมาสด้านี้จะถูกส่งต่อคุณค่าไปสู่รถมาสด้ารุ่นใหม่ทุกรุ่นนับจากนี้เป็นต้นไป”

Mazda3 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ มีการเพิ่มรุ่นย่อยในรุ่นซีดาน 4 ประตู ขึ้นมาอีก 1 รุ่น นั่นคือ 2.0 SP พร้อมอุปกรณ์เทียบเท่ารุ่น 5 ประตู 2.0 SP Sports

133

มาสด้า3 2017 เป็นรถมาสด้ารุ่นแรกในประเทศไทยที่มาพร้อมเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ด้วยระบบ G-VECTORING CONTROL ซึ่งเป็นระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ GVC สำหรับช่วยควบคุมแรงบิดทำให้เกิดการผ่อนแรงจีทันทีเมือเริ่มหมุนพวงมาลัย ทำให้การรับน้ำหนักถูกถ่ายไปที่ล้อหน้าจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนนให้ดีขึ้น และการตอบสนองของรถดีขึ้น เมื่อผู้ขับบังคับพวงมาลัยให้อยู่ในองศาที่คงที่แล้ว GVC ก็จะช่วยเรียกคืนแรงบิดของเครื่องยนต์กลับมาและถ่ายน้ำหนักไปที่ล้อหลังเพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับตัวรถ ช่วยให้ตัวรถโคลงน้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนนบนพื้นผิวที่ลื่น

ภายนอกให้ความเป็นสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้า กันชนหน้า ไฟตัดหมอก ที่ถูกดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม Daytime Running Light ดีไซน์ใหม่ รวมไปถึงไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ดีไซน์ใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ และกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ในรุ่น 5 ประตู

119

ห้องโดยสารภายในโดดเด่นด้วยเบาะหนังทูโทน น้ำตาล-ดำ หรูหรายิ่งขึ้นกับแผงประตูที่เพิ่มวัสดุสีเงิน สีดำวาว Piano Black และคอนโซล พวงมาลัย มาตรวัดความเร็ว ในดีไซน์รูปแบบใหม่ อีกทั้งจอ Active Driving Display เปลี่ยนเป็นแบบสีเพื่อการแสดงข้อมูลที่ชัดเจน ติดตั้งจอ Center Display ดีไซน์ใหม่แบบ Touch Screen ขนาด 7 นิ้ว และเพิ่มระบบเบรคมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake)

ดูแลรถยนต์ติดแก๊ส LPG อย่างไรจะช่วยป้องกันเหตุไฟไหม้

ดูแลรถยนต์ติดแก๊ส LPG อย่างไรจะช่วยป้องกันเหตุไฟไหม้
พูดถึงรถติดแก๊สปัจจุบันส่วนใหญ่น่าจะเลือกติดแก๊ส LPG เพราะจะเห็นได้ว่าสถานีจ่ายแก๊ส LPG ได้มีกระจัดกระจายออกไปในหลายๆที่ ทำให้การที่จะหาปั๊มเติมแก๊ส LPG นั้นเป็นไปได้ง่าย วันนี้เราเลยจะมาแนะนำวิธีการดูแลรักษารถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊ส LPG เพื่อความปลอดภัยครับ

1.) ตรวจเช็ครอยรั่วซึมของก๊าซ ตามข้อต่อและจุดต่างๆ อย่างน้อยปีละครั้ง โดยใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำ หรือเครื่องตรวจวัดก๊าซรั่ว

2.) ตรวจเช็คและทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุก 5,000 กิโลเมตร บ่อยกว่าการตรวจเช็คเมื่อใช้น้ำมันเบนซินอย่างเดียว (ปกติ 10,000 กิโลเมตร)

3.) ตรวจดูระบบน้ำหล่อเย็น ดูร่องรอยการรั่วไหลของน้ำและคราบน้ำมันตามจุดต่างๆบริเวณห้องเครื่องยนต์ และพื้นโรงรถเป็นประจำ สภาพสายไฟของรถและของระบบแก๊ส ควรอยู่ในสภาพที่ดี

4.) ควรตรวจเช็คและตั้งบ่าวาล์วไอเสีย ทุกระยะ 40,000 – 60,000 กิโลเมตร เพราะบ่าวาล์วของไอเสียของเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG จะมีโอกาสสึกหรอเร็วกว่าการใช้น้ำมันเบนซิน จึงควรใช้น้ำมันเบนซินสลับกับการใช้ก๊าซบ้างเป็น ระยะ

5.) ห้ามดัดแปลงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานก๊าซที่ได้รับการติดตั้งจากศูนย์ที่ได้มาตรฐาน หากมีปัญหาให้รีบติดต่อศูนย์บริการที่ติดตั้งมาทันที อย่ารังเกียจช่าง หรือทะเลาะกับช่าง ควรมีทัศนคติที่ดีต่อกัน ระหว่างผู้ทำ และ ผู้ใช้

6.) อุปกรณ์ที่ติดตั้งระบบก๊าซควรใช้ของใหม่ที่ได้มาตรฐาน

7.) เพื่อรักษาสภาพของเครื่องยนต์ ควรใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนและหลังการใช้

8.) หากรู้สึกว่ามีกลิ่นแก๊ส และสงสัยว่าเกิดการรั่วไหลให้รีบหยุดรถและดับเครื่องยนต์โดยทันที รีบปิดระบบแก๊สหันมาใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องแล้วรีบนำรถข้า ศูนย์บริการที่ติดตั้งทันที

9.) หากเกิดไฟไหม้ที่ตัวรถ ให้รีบดับเครื่องยนต์ และรีบออกจากตัวรถ หากสามารถดับไฟได้ ให้รีบดับไฟที่แหล่งกำเนิด แล้วรีบแจ้งตำรวจ

10.) เพื่อรักษาประสิทธิภาพ และคุณภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำมัน ควรมีน้ำมันติดถังไว้อย่างน้อย 1 ส่วน 4 ถังเสมอๆ และเพื่อป้องกันระบบน้ำมันเสียหาย

11.) เปลี่ยนหัวเทียนทุกๆ 40.000 กิโลเมตร หรือ 1 ปี

12.) ใช้สารหล่อเย็นที่มีคุณภาพดี ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน

13.) ตรวจเช็คแก๊สเมื่อถึงวันตรวจที่ได้ถูกกำหนดมา

14.) ระวังเกิด BackFire ปัญหานี้ส่วนใหญ่จะพบกับรถที่แก๊สระบบ Mixer ไม่ควรขับรถรุนแรงและกดคันเร่งอย่างเฉียบพลัน

15.) ในการปรับจูนแก๊สนั่นไม่ควรที่จะจูนจนบางเกินไป เพราะจะทำให้ความร้อนในห้องเครื่องสูงและอาจจะส่งผลต่อเครื่องยนต์ได้

เพียงเท่านี้รถของเราก็จะห่างใจจากการเกิดเหตุระเบิดของแก๊สที่เราได้ติดตั้ง แถมยังได้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราอีกด้วย

เหตุผลที่ทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันมากกว่าปกติ ที่แท้เป็นเพราะสิ่งนี้

เหตุผลที่ทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันมากกว่าปกติ ที่แท้เป็นเพราะสิ่งนี้
1.) การปรับแต่งส่วนผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศไม่ถูกต้อง ในส่วนนี้ถ้าเกิดจากส่วนผสมหนาเกินไป (ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลงมากเกินไป) ซึ่งเกิดจากการปรับที่คาร์บูเรเตอร์ หรือระบบฉีดเชื้อเพลิง ซึ่งถ้าส่วนผสมหนาเกินไป ก็จะทำให้กินน้ำมันมากในช่วงที่เครื่องเดินเบา ดังนั้นช่างหรือบุคคลที่ทำการปรับแต่งส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศจะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญ และมีเครื่องมือที่ใช้วัดไอเสียของรถยนต์ที่เกิดจากการเผาไหม้ เพื่อที่จะรู้ได้ว่าส่วนผสมเครื่องยนต์หนาหรือบาง

2.) กรองอากาศอุดตัน สาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงอีกอย่างหนึ่งก็คือ กรองอากาศเกิดการอุดตัน เพราะ
ถ้ากรองอากาศเกิดการอุดตันแล้ว จะทำให้อากาศผ่านเข้าไปในห้องเผาไหม้ได้น้อย ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของความสิ้นเปลือง
น้ำมันเชื้อเพลิง และควันดำ

3.) เครื่องยนต์หลวม อาการของเครื่องยนต์หลวมนั้น ก็เป็นสาเหตุอันหนึ่งที่ทำให้เครื่องยนต์เกิดการกินน้ำมัน เนื่องจาก
ถ้าเครื่องยนต์หลวมแล้ว จะส่งผลถึงกำลังอัดของเครื่องยนต์ให้ลดน้อยถอยลงไป นอกจากนี้ถ้าเครื่องยนต์หลวมก็จะส่งผล
การสิ้นเปลืองน้ำมันเครื่องด้วย

4.) ระบบจุดระเบิดบกพร่อง ในส่วนของระบบจุดระเบิดบกพร่องนี้ ก็เป็นอีกสาเหตุอีกอันหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการสิ้นเปลือง
น้ำมันเชื้อเพลิง เช่นหัวเทียนบอด สายหัวเทียนขาดใน สายคอยล์ขาดใน หรือการตั้งจังหวะไฟจุดระเบิดไม่ถูกต้อง สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ของระบบจุดระเบิดที่บกพร่อง ก็จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มากกว่าปกติ ในด้านของการป้องกัน
และแก้ไขในเรื่องของรถยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกตินี้ สามารถทำได้โดยการดูแลเอาใจใส่กรองอากาศ พยายามทำ
ความสะอาดหรือเปลี่ยนบ่อยๆ ก็จะช่วยได้ส่วนหนึ่ง

นี้ก็เป็น 4 วิธีง่ายๆ ในการสังเกตอาการรถยนต์ที่กินเชื้อเพลิงเกินกว่าปกติ และอีกหนึ่งขอสังเกตุง่ายๆอีกหนึ่งวิธีก็คือ ตรวจสอบได้จากการสังเกตอาการผิดปกติ นั่นคือมีกลิ่นเหม็นของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ออกมาจากท่อไอเสียมาก หรือเกิดเป็นควันดำ ในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน หรือเร่งเครื่องยนต์ หากมีการการดูแลรักษา และเอาใจใส่ หมั่นทำความสะอาดตามที่ผู้ผลิตกำหนดมา ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์อีกด้วย

5 วิธีการขับขี่ในเมืองให้ประหยัดน้ำมัน

5 วิธีการขับขี่ในเมืองให้ประหยัดน้ำมัน
ในปัจจุบันรถยนต์จะติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาให้มากมายเพื่อจะเป็นตัวช่วยในการประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่เครื่องมือตัวช่วยต่าง ๆ ที่ให้มาก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะใช้มันคุ้มค่าสะทีเดียว ถ้าคุณยังขับขี่แบบใจร้อน ขับรถเร็วอยู่ก็ยากที่ช่วยให้รถประหยัดน้ำมัน วันนี้เราจึงนำเทคนิคขับรถให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิมมาฝากครับ

1.) ปลดเกียร์ N เมื่อติดไฟแดงนาน ๆ
ลองประเมินดูว่าถ้าต้องหยุดรถนานกว่า 1 นาทีขึ้นไป ก็ให้สลับเกียร์ N ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันลงได้ราว 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าติดแค่แปปเดียวก็ไม่ต้องสลับก้ได้เพราะการสลับเกียร์ระหว่าง D และ N บ่อย ๆ จะทำให้เกียร์เกิดความสึกหรอมากขึ้น

2.) ใช้ปุ่ม Start/Stop ให้คุ้ม
ถ้าต้องเคลื่อนที่รถสลับกับหยุดนิ่งบ่อย ๆ หรือกำลังหาจะที่จอดรถก็ควรปิดระบบนี้ไว้เพื่อช่วยยืดอายุไดสตาร์ท เพราะระบบ Start/Stop จะช่วยดับเครื่องยนต์ให้อัตโนมัติขณะเหยียบเบรกค้างไว้ ถ้าสภาพการจราจรติดขัดมาก ๆ ก็ควรเปิดใช้งานจะช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างแน่นอนครับ

3.) ไหลเข้าไฟแดง
ปกติเวลาเห็นไฟแดงส่วนใหญ่เราจะเลี้ยงความเร็วมาเรื่อย ๆ แล้วกดเบรกเพื่อให้รถหยุดต่อท้ายคันหน้าพอดี ต่อไปนี้ลองมาเปลี่ยนวิธีเข้าไฟแดงโดยการปล่อยคันเร่งเพื่อให้รถไหลดูจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการปล่อยคันเร่งเพื่อตัดการจ่ายน้ำมันให้เร็วขึ้น ก็ช่วยประหยัดน้ำมันได้นั่นเอง

4.) อย่าออกตัวเร็ว
ลองขับรถแบบไม่รีบร้อนเกินไปให้ลองออกตัวช้า ๆ ดูโดยรอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,500 รอบต่อนาที เพราะจังหวะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งเป็นช่วงที่รถกินน้ำมันมากที่สุด เท่านี้ก็จะช่วยลดการจ่ายน้ำมันได้มากขึ้น

5.) ขับให้ความเร็วคงที่
ถ้าขับในถนนที่สามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร ก็ขับให้ความเร็วอยู่ในระดับที่เท่า ๆ กันไม่เร่ง หรือชะลอโดยไม่จำเป็น ก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้รถของคุณบริโภคน้ำมันน้อยลง ลองเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับดูนะครับรับรองว่ารถคุณจะไม่กินน้ำมันเพิ่มขึ้น และยังเป็นการประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะ

รู้ยัง ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตมือถือเสื่อมเร็วขึ้น

รู้ยัง ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตมือถือเสื่อมเร็วขึ้น
เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีประสบการณ์การชาร์จแบตเตอรี่บนรถมาแล้ว แต่หลายๆคนก็ไม่กล้าที่จะชาร์จแบตฯ บนรถ เพราะมีหลายๆคน เคยพูดว่า จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว และในยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องใช้โทรศัพท์ในการสื่อสารติดต่อตลอดเวลา หลายหลายคนก็เสพติดโซเชียล จนถึงขั้นนับโทรศัพท์เป็นปัจจัยที่ 6 ไปซะแล้ว วันนี้ทีมงาน Thairpm จะมาไขข้อข้องใจว่าสรุปแล้ว ชาร์จแบตฯ บนรถได้หรือไม่!

โทรศัพท์มือถือสมัยก่อนอาจจะจริง เพราะมือถือสมัยที่เริ่มเข้ามาขายกันใหม่ๆยังใช้แบตเตอรี่ NiMH อยู่และระบบชาร์จแบตเตอรี่ ก็ไม่เหมือนกับมือถือสมัยนี้ มือถือในปัจจุบันใช้แบตเตอรี่ ลิเธี่ยมไออ้อนกันหมดแล้ว และวงจรที่ควบคุมการชาร์จ อยู่ในตัวมือถือครับ ส่วนอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า วอลล์ชาร์จ หรือ คาร์ชาร์จ มันเป็นเพียงแค่หม้อแปลงไฟทำให้ไฟเข้าเครื่องมีแรงดันตามความต้องการของมือถือเท่านั้น แต่การควบคุมว่า จะชาร์จแบตเตอรี่ด้วยไฟกี่โวลต์ กระแสเท่าไหร่ ตัดตอนไหน ล้วนแล้วแต่เป็นหน้าที่ของวงจรควบคุมการชาร์จแบตเตอรี่ ที่อยู่ภายในมือถือทั้งนั้นครับ หม้อแปลง มีหน้าที่เพียงแค่จ่ายไฟเข้าเครื่อง โดยต้องมีแรงดันไฟให้ถูกต้องตรงตามสเปค จะต่ำกว่าหรือสูงกว่าไม่ได้ ส่วนกระแส ก็ต้องไม่น้อยกว่าสเปค แต่หากกระแสจ่ายได้มากกว่าไม่เป็นอะไร ถ้าคุณใช้อะแดปเตอร์แปลงไฟรถที่ได้มาตรฐาน ก็จะจ่ายไฟเข้ามือถือได้ถูกต้องตามสเปค ดังนั้นไม่ว่าจะชาร์จมือถือ จากไฟรถ หรือไฟบ้าน มันก็เร็วเท่ากัน ไม่ควรมีปัญหาใดๆทั้งสิ้น (เพราะมองจากมุมมองของตัวเครื่องมือถือแล้ว มันไม่รู้หรอกครับ ว่าไฟที่เสียบเข้ามา มันมาจากอะแดปเตอร์ไฟบ้าน หรือ ไฟรถ ขอให้ไฟที่เข้ามาเท่ากัน มันก็ทำงานเหมือนกัน)

แต่มีหลายๆท่านเจอปัญหาว่า ชาร์จจากในรถแล้วเครื่องร้อน เดาได้ไม่ยากครับว่า ปัญหาเป็นที่ ตัวอะแดปเตอร์ไฟรถไม่ดี อาจจะจ่ายไฟขาดหรือเกิน ถ้าเป็นกรณีนี้ ผมไม่ห่วงแบตเตอรี่หรอกครับ แต่ห่วงมือถือจะรวนมากกว่า คำแนะนำในการชาร์จมือถือในรถมีง่ายๆครับ ก่อนติดเครื่องยนต์ ให้ถอดอะแดปเตอร์เสียบที่จุดบุหรี่ออกก่อนครับ พอเครื่องยนต์ติดเดินเรียบแล้ว ค่อยเสียบชาร์จมือถือ สาเหตุที่ให้ถอดออกก่อนติดเครื่อง เพราะว่าในขณะที่เราบิดกุญแจสตาร์ทเครื่อง ไฟจะกระชากขึ้นๆลงๆไฟไม่เรียบ ทำให้มือถืออาจมีปัญหาได้

แอร์ไม่เย็น น้ำยาแอร์หมดหรือป่าว

แอร์ไม่เย็น น้ำยาแอร์หมดหรือป่าว
คำถามของผู้ใช้รถยนต์ที่เจอเป็นประจำๆ เช่น แอร์ไม่เย็น น้ำยาแอร์หมดหรือป่าว ควรล้างแอร์เมื่อไหร่ดี เป็นต้น คำตอบที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับการใช้งานรถยนต์ของแต่ละคน เช่น เส้นทางการใช้งาน มีสภาพถนนอย่างไร ฝุ่นมากหรือไม่ ลุยน้ำหรือเปล่า แต่ตามปกติประมาณ 1 ปีขึ้นไป หรือ 20,000 กิโลขึ้นไป

แต่ถ้าอยากรู้ว่าควรล้างตู้แอร์เมื่อไหร่ ให้สังเกตกลิ่นฝุ่น ถ้าเอาจมูกจ่อช่องลมแอร์แล้วมีกลิ่นอับ นั่นเป็นสัญญานที่ควรล้างแอร์ได้แล้ว

4 วิธี การล้างตู้แอร์อย่างถูกต้อง

1.การล้างตู้แอร์แบบถอดตู้ คือการล้างระบบแอร์ที่ดีที่สุด โดยการถอดตู้แอร์ออกมาทำความสะอาดด้านนอก ซึ่งจะสามารถล้างสิ่งสกปรกตามซอกมุมต่างๆ ได้ดีที่สุด รวมถึงทำความสะอาดท่อลมเป่าแอร์เข้าสู้ห้องโดยสารได้เกือบทุกจุด

การถอดล้างตู้แอร์แบบนี้ ต้องแวคเติมน้ำยาแอร์ใหม่ และต้องเปลี่ยนไดเออร์กับวาล์วความดัน ถ้าประหยัดงบ ไม่ยอมเปลี่ยน ท่อแอร์รั่วได้เพราะความชื้นเข้าไปอยู่ในระบบจากการถอดตู้แอร์

2.การล้างแบบไม่ถอดตู้แอร์ วิธีการล้างแบบไม่ถอดตู้แอร์เป็นวิธีที่ง่าย ประหยัด และไม่ต้องกลัวเรื่องการประกอบคอนโซลหลังจากรื้อตู้แอร์ แม้วิธีนี้จะไม่ได้ผลอย่างเต็มร้อย แต่ก็เพียงพอที่จะใช้ได้อีกสักระยะ 1-2 ปี หรือ 20,000 กม.

การล้างแบบนี้เหมาะกับรถใหม่ รถที่ล้างแอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือเหมาะกับรถที่ดูแลตู้แอร์เป็นประจำ ถ้าใช้มา 7-8 ปี แล้ว ช่างแอร์ไม่ค่อยอยากล้างวิธีนี้ เพราะตู้แอร์อาจรั่วอยู่แล้ว แต่ฝุ่นไปอุดรูรั่วไว้ พอล้างเอาฝุ่นออก รอยรั่วก็ปรากฏ

3.การฉีดสเปรย์ทำความสะอาดตู้แอร์ ไม่ต้องรื้อตู้ออกมา ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดให้ทั่วคอยล์เย็น ก็เป็นอันเรียบร้อย คราบน้ำยาจะค่อยๆ ออกมาพร้อมกับน้ำแอร์ตามท่อน้ำทิ้ง ถ้าตู้แอร์ไม่สกปรกมาก วิธีนี้ก็พอใช้ได้ แต่คงต้องฉีดสเปรย์กันบ่อย 2-3 เดือนต่อครั้ง เพราะอยู่ในเมือง ฝุ่นจะเยอะ สเปรย์บางยี่ห้อจะช่วยขจัดกลิ่นด้วย ราคาค่าฉีดสเปรย์ รวมแล้วมากกว่าการล้างตู้แอร์แบบที่ 1 และที่ 2

4.การใส่กรองแอร์ ไม่ใช่รถทุกรุ่นจะใช้ได้ เพราะกรองแอร์ก็ทำมาสำหรับรถอีกระดับ ช่วยกรองฝุ่นอีกวิธีหนึ่ง แต่อายุการใช้งานก็ประมาณ 5,000 กม. ต้องเปลี่ยนอันใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยน ลมจะผ่านเข้าตู้แอร์ไม่สะดวก ลมแอร์ที่ออกมาก็จะอ่อนกำลังลง ลมที่ตีกลับจะมีผลต่อคอมแอร์ กรองแอร์สำหรับรถบางรุ่นราคาพอรับได้ แต่บางรุ่นราคาเป็นพันบาท ถ้าใช้วิธีนี้ในการทำความสะอาด ในระยะ 1 ปี ก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการทำความสะอาด แบบที่ 1 และที่ 2

เพราะมี “หลาน ๆ ” เป็นกำลังใจ เลยหาทางรักษา “เส้นเลือดขอด” จนได้

เพราะมี “หลาน ๆ ” เป็นกำลังใจ เลยหาทางรักษา “เส้นเลือดขอด” จนได้
ปกติแล้วพี่เป็นคนที่ไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองแก่นะคะ ถึงจะอายุ 60 กว่าแล้วก็ยังดูสดชื่น กระฉับกระเฉงดี พอดีเป็นคนชอบทำสวนหน่ะค่ะ หลังจากเกษียณก็มีเวลาทำสวนที่บ้านแบบเต็มที่เลย ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ ยังทำงานบ้านได้สบาย ๆ ด้วย ไม่ต้องมีใครช่วย ทำได้เองหมดแล้วก็ไม่เหนื่อยเลย คือแบบว่า ช่วยเหลือตัวเองได้หมด ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลานเลย ตอนนี้พี่อยู่คนเดียวด้วย ไม่ได้อยู่กับลูก ส่วนสามีก็เสียไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุด คือ เวลาที่ลูกสาวพาหลาน ๆ มาเยี่ยม บ้านพี่อยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร กว่าทุกคนจะมาถึงบ้านพี่ แทบจะเรียกได้ว่า หิวโซกันมาเลย พี่จะทำกับข้าวกับปลาเตรียมไว้รอแบบกินกันให้จุใจไปเลย แถมก่อนกลับก็จะมีอาหารให้ลูกติดไม้ติดมือกลับไปบ้านด้วยทุกครั้ง ทุกคนชอบค่ะที่ได้ผักผลไม้สด ๆ ที่พี่ปลูกเองกับมือ

แต่พอ ตอนอายุประมาณ 61 พี่เริ่มรู้สึกว่า เริ่มเห็นเส้นเลือดที่ขาชัดขึ้น ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนะคะ พอเวลาผ่านสักพัก พี่รู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขา นอกจากมันเริ่มเห็นชัดแล้ว มันเริ่มปูดออกมาด้วย มันเริ่มดูเหมือนมีท่อคด ๆ เคี้ยว ๆ อยู่ใต้ผิวที่ขาเลยค่ะ ต่อมา เท้าก็เริ่มบวม พอถึงช่วงนี้ทั้งขาทั้งเท้ามันเจ็บมากเลยค่ะ เจ็บจนยืนแทบไม่ได้เลย

ชีวิต “เปลี่ยน” หลังจากเป็นเส้นเลือดขอด
พอหลังจากเริ่มเป็นเส้นเลือดขอด เริ่มมีอาการเจ็บขา มันทำให้ไปทำสวน ไม่ได้อีก เพราะแค่เดือนขึ้นชั้น 2 ก็จะแย่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเดินออกไปไหนเลย มันเจ็บมากจริง ๆ เจ็บจน ออกไปปลูกผัก ปลูกผลไม้ให้ลูก ๆ หลาน ๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ลูกสาวชวนพี่เข้าไปอยู่ในเมืองกับเขาเหมือนกัน แต่พี่ไม่อยากไปเท่าไร คือ เป็นห่วงบ้าน เป็นห่วงสวนด้วย ก็เลยไม่ได้ไป แต่ในที่สุด อาการเส้นเลือดขอด มันแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงพี่จะอยู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปดูแลสวนเหมือนกัน ผลปรากฏว่า ผัก ผลไม้แห้งเหี่ยวตายเกือบหมด

ลูกสาวยังพยายามมาเยี่ยมพี่บ่อย ๆ เหมือนเคย แต่พักหลัง ๆ เขาพยายามพาพี่ ไปหาหมอด้วย หรือถ้าพี่จะไม่ไปหาหมอ ก็ให้ไปอยู่กับเขาในเมือง เพราะอย่างน้อยจะได้มีคนดูแลพี่ สิ่งทีเกิดขึ้นมันทำให้พี่รู้สึกแย่มากเลย! พี่แค่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเหมือนเมื่อก่อนเท่านั้นเอง ชีวิตที่ไม่เป็นภาระใคร แถมยังได้ทำสวนที่ตัวเองรักด้วย ไม่อยากเป็นเหมือนตอนนี้เลยที่รู้สึกเหมือนว่า ตัวเองเป็นภาระ ต้องคอยพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา เป็นคนแก่ไร้ค่า ลึก ๆ ในใจกลัวจะทำให้ลูกลำบาก แล้วเขาจะรำคาญเอา ก็เลยอยากจะหายจาก ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เพราะยิ่งนับวันอาการปวดมันยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที ๆ

มองหาวิธีที่ได้ผลที่สุดในการรักษาเส้นเลือดขอด
ตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดขา พี่พยายามหาวิธีรักษามาโดยตลอด พี่พยายามหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จากคนรอบข้าง จากคนรู้จัก ใครบอกว่าอะไรดี พี่ลองหมด ยาแผนใหม่ก็กิน แผนโบราณก็ไม่เคยเกี่ยง พวกยาพอกสมุนไพรอะไรทำนองนั้นก็ลองมาหมดแล้ว ลองมาหมดเท่าที่คน ๆ หนึ่งพอจะคิดออกจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้เลยเท่าไรเลย ไม่มีอะไรช่วยให้หายขาดได้จริง ๆ วิธีที่ใครบอกว่า ได้ผลหนักหนาก็ไม่เห็นเป็นเหมือนที่เขาบอก ไม่หายขาดยังพอเข้าใจได้ แต่แค่ “ช่วยบรรเทา” หรือดีขึ้นสักนิดก็ยังไม่เลย ในที่สุดก็จบลงที่ ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อยากทำเลยจริง ๆ เพราะพี่เป็นคนกลัวหมอจับใจ พี่กลัวว่าจะถูกจับนอนโรงพยาบาล แต่พี่ก็ไม่มีทางเลือกเลยต้องไป อีกอย่างพี่อยากอยู่กับหลาน ๆ นาน ๆ ด้วย พี่เลยไปโรงพยาบาล

นี่คือสิ่งที่หมอบอกพี่
พี่รู้สึกประหลาดใจเหมือนกันที่เมื่อหมอมองดูเส้นเลือดขอดยึกยือน่าเกลียดที่ขาของพี่แล้วหมอบอกว่า “แบบนี้ รักษาแค่อาทิตย์เดียวก็หายแล้ว” พี่คิดในใจว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง พี่ลองรักษาเองมาเป็นปีแล้วยังไม่แม้แต่จะดีขึ้นเลย แต่นี้หมอมาบอกว่าแค่อาทิตย์เดียวหาย ฟังดูเว่อร์ไปค่ะ! พอตรวจเสร็จหมอก็ยื่นกระดาษให้ใบหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าเป็นใบสั่งยา แต่ไม่ใช่ ในกระดาษแผ่นนั้น หมอเขียนชื่อครีมตัวหนึ่งให้ ชื่อ Varikosette กับเว็บไซต์ที่จะสั่งครีมนี้ได้ให้ หมอบอกว่าตัวนี้หาซื้อทั่วไปไม่ได้ แถมยังมีของปลอมระบาดเยอะด้วย ถ้าอยากมั่นใจให้สั่งจากเว็บนี้แหละ

เอาแบบสรุป ๆ แล้วกันนะคะ คือ หมอบอกว่า Varikosette เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ 100% ที่รักษาเส้นเลือดขอดได้ดีมาก สารสกัดสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาเส้นเลือดขอดสามารถซึมซาบตรงสู่เส้นเลือดได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นความยอดเยี่ยมที่ยาแผนปัจจุบัน (ยาที่สกัดจากสารเคมี) ยังด้อยกว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยทำให้เส้นเลือดที่ปูดบวมยุบลง เสริมสร้างผนังหลอดเลือดแข็งแรงให้ขึ้นจนสามารถกลับมาทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มี ความปลอดภัย ต่อร่างกายสูงมาก ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันตรายต่อร่างกาย สามารถใช้ได้ทุกวัย แม้แต่ผู้สูงอายุอย่างพี่ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดมาจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ 100%

พอได้ยินหมอพูดแบบนี้พี่ก็สบายใจ พี่เลยตัดสินใจสั่งครีมตัวนี้มาใช้ หลังจากได้ใช้ครีมนี้เป็นครั้งแรก พี่รู้สึกได้เลยว่ามันออกฤทธิ์ ผิวหนังบริเวณที่พี่ทาครีมลงไปเริ่มเย็นขึ้น อาการเจ็บลดลง รู้สึกเหมือนว่าเท้าผ่อนคลายขึ้น พี่พยายามทาเป็นประจำทั้งเช้าและเย็น พี่พยายามถ่ายรูปเก็บเอาไว้เปรียบเทียบกันดูด้วย ว่าก่อน-หลังใช้ครีมเป็นยังไงบ้าง จะได้รู้ว่า ครีมนี้ดีจริงอย่างที่หมอว่ารึเปล่า