ไม่ต้องห่วงครับแม่ หนูอยู่ในท้องแม่สบายดี

ไม่ต้องห่วงครับแม่ หนูอยู่ในท้องแม่สบายดี
ไม่ต้องห่วงครับแม่ หนูอยู่ในท้องแม่สบายดี! ภาพที่จะเห็นต่อไปนี้เป็นภาพการอัลตร้าซาวด์ 4 มิติ ของคุณแม่ท้องท่านหนึ่ง ตอนทารกอายุครรภ์ได้แค่ 20 สัปดาห์ ภาพที่เห็นคือ ทารกในครรภ์ชูมือทำท่ายกนิ้วโป้งขึ้นมา เหมือนจะเป็นการบอกว่าทุกอย่างในนี้โอเค พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ

ภาพการอัลตร้าซาวด์ 4 มิติ

ภาพจากการอัลตร้าซาวด์ 4 มิติ ของหนูน้อย Lochlan ที่กำลังชูนิ้วโป้งอยู่ในครรภ์คุณแม่
เชอริล สตีเวนสัน วัย 32 ปี และ พอล วัย 31 ปี คู่สามีภรรยาคู่นี้อยู่ในเมือง แมนเชสเตอร์ ได้พากันเดินทางไปตรวจสุขภาพครรภ์ที่โรงพยาบาลเซนต์แมรี่ ในเมืองแมนเชสเตอร์ตามปกติ และเมื่อเขาทั้งคู่ได้เข้าไปอัลตร้าซาวด์แบบ 4 มิติ เพื่อดูสุขภาพทารกในครรภ์

ทั้งคุณหมอและคู่สามีภรรยาทั้งสองคน ต่างก็ต้องระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเสียงดัง เมื่อเห็นทารกน้อยในครรภ์กำลังยกนิ้วโป้ง เหมือนจะบอกว่าในนี้เยี่ยมมากทุกอย่างโอเคครับแม่นั่นเองค่ะ

เคยสงสัยมั๊ย ลูกอยู่ในท้องแม่หายใจอย่างไร

เคยสงสัยมั๊ย ลูกอยู่ในท้องแม่หายใจอย่างไร
การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการมีชีวิต รวมทั้งทารกที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ด้วย ปกติคนเราจะหายใจได้เพราะมีปอดเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้หายใจได้ แต่สำหรับเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา กว่าปอดจะเริ่มพัฒนาก็ประมาณ เดือนที่ 7 หรือ ประมาณ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป ซึ่งก็ยังไม่สามารถหายใจเองได้ จนกว่าจะคลอดออกมา โดยในช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดานั้นหายใจอย่างไร เรามาดูกันค่ะ

ลูกอยู่ในท้องแม่หายใจอย่างไร ?

ในช่วงอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ ทารกในครรภ์ของคุณแม่จะได้รับออกซิเจน ซึ่งถูกลำเลียงผ่านสายสะดือ โดยเส้นเลือดดำขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนจากแม่ไปสู่ลูกนั่นเองค่ะ
ในช่วงอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ ปอดเริ่มพัฒนาแล้ว แต่ว่าลูกก็ยังหายใจได้โดยผ่านทางรกอยู่ จนกว่าจะคลอด
ในช่วงอายุครรภ์ 26 สัปดาห์ ปอดกำลังพัฒนาไปในทางที่เกือบจะสมบูรณ์ หลอดลมในปอดกำลังเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ถุงลมในปอดของลูกจะเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงตอนที่ลูกมีอายุครบ 8 ปี จมูกของลูกเริ่มฝึกการหายใจแล้ว แต่ยังไม่สามารถหายใจได้เองค่ะ
ในช่วงอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ ตอนนี้ถุงลมเล็ก ๆ ในปอดของลูกเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆแต่ปอดก็ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ในปอดตอนนี้จะมีน้ำหล่อลื่นอยู่รอบ ๆ ถุงลมเพื่อป้องกันการขยายตัวของปอดเมื่อลูกเริ่มหายใจเองครั้งแรกหลังคลอด ตอนนี้แม้ปอดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเด็กคลอดก่อนกำหนดในเดือนนี้ก็มีโอกาสที่จะรอดชีวิตได้สูงเช่นกัน
ในช่วงอายุครรภ์ 40 สัปดาห์ ปอดของลูกพัฒนาจนสมบูรณ์แล้ว พร้อมที่จะหายใจได้เองแล้ว เมื่อถึงเวลาคลอด ลูกก็สามารถหายใจได้เองแล้วนะคะ
ปอดจะเป็นอวัยวะที่พัฒนาในช่วงท้าย ๆ ของการเจริญเติบโตของทารก ดังนั้นคุณแม่ต้องประคับประคองการตั้งครรภ์นี้ให้สมบูรณ์และให้ถึงเวลาที่เหมาะสมที่ทารกจะสามารถหายใจเองได้หลังคลอด นั้นคือช่วง 38-40 สัปดาห์ นั่นเองค่ะ

แม่คิดว่าท้องลูกคนเดียว แต่พอคลอดมากลายเป็นแฝดหญิง 5 คน

แม่คิดว่าท้องลูกคนเดียว แต่พอคลอดมากลายเป็นแฝดหญิง 5 คน
เยี่ยมมากจริง ๆ เลยค่ะ สำหรับคุณแม่ชาวอินเดียท่านนี้ เมื่อเธอคลอดลูกแฝดหญิง 5 คน โดยการคลอดธรรมชาติ ใช้เวลาคลอดเบ่งคลอดเด็กทั้ง 5 คน ประมาณ 30 นาที ทั้ง ๆ ที่ตลอดการตั้งครรภ์คุณแม่ท่านนี้คิดว่าเธอท้องลูกเพียงแค่คนเดียว

โดยคุณแม่ท่านนี้ชื่อนาง มานิตา ซิงห์ สาวอินเดีย วัย 25 ปี คลอดลูกก่อนกำหนด อายุครรภ์เพียง 26 สัปดาห์ ตอนเวลา 11.00 น. และลูกสาว อีก 4 คนก็คลอดตามกันออกมา ใช้ระยะเวลาในการคลอดทั้งสิ้น 30 นาที สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ตลอดการตั้งครรภ์เธอไม่รู้เลยว่ามีเด็กถึง 5 คนอยู่ในท้องของเธอ นั่นเป็นเพราะเธอไม่ได้อัลตร้าซาวด์ดูว่าลูกในท้องเป็นอย่างไร เธอจึงคิดว่าเธอตั้งครรภ์เด็กแค่ 1 คนเท่านั้น

แม่คลอดลูกแฝดหญิง 5 คน

ด้านคุณหมอที่ทำคลอดให้กับเธอ บอกว่าเคสนี้ถือเป็นกรณีแรกที่คลอดลูกแฝด 5 คน ด้วยวิธีธรรมชาติอีกด้วยค่ะ

และเมื่อสามีของเธอรู้ว่าเธอคลอดลูกออกมาถึง 5 คน ก็ดีใจเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ เธอเคยคลอดลูกชายมาแล้ว 1 คน แต่ก็เสียชีวิตหลังจากคลอดได้ไม่นาน เขาจึงหวังว่าแฝดทั้ง 5 คนนี้จะรอดชีวิตทั้งหมดและสัญญาว่าจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด

ลิเดีย ชวน แอน เข้าฟิตเนสออกกำลังกาย เรียกความฟิตก่อนคลอด

ลิเดีย ชวน แอน เข้าฟิตเนสออกกำลังกาย เรียกความฟิตก่อนคลอด
นับเป็นคุณแม่ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกายอยู่ตลอด แม้กระทั่งในช่วงเวลาตั้งครรภ์ กับสองว่าที่คุณแม่มือใหม่ ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ และ แอน อลิชา ที่ล่าสุดชวนกันมาเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย ทั้งๆที่ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็ใกล้จะคลอดลูกแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังดูแข็งแรงมากๆเลยค่ะ

โดยในครั้งนี้เป็นคุณแม่ ลิเดีย ที่เป็นฝ่ายชวนคุณแม่ แอน อลิชา มาเข้าฟิตเนสออกกำลังกายด้วยกัน ซึ่งดูจากภาพแล้วขอบอกเลยค่ะ ว่าทั้งสองคุณแม่นี้ไม่ธรรมดา โชว์สเต็ปการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ เหงื่อท่วมตัวเลย นับว่าเป็นคุณแม่สายสตรองของจริงทั้งคู่ เห็นแบบนี้ลูกน้อยในครรภ์ต้องแข็งแรงคลอดง่ายแน่นอนค่ะ

11 ภาพถ่าย “รก” หลังคลอด ที่น่ามหัศจรรย์

11 ภาพถ่าย “รก” หลังคลอด ที่น่ามหัศจรรย์
ช่างภาพชาวดัตช์ มีนามว่า Marry Fermont เธอถนัดถ่ายรูปเกี่ยวกับ การคลลอดลูก และอีกสิ่งหนึ่งที่เธอชอบมากๆคือ การถ่ายรูปหลังคลอด หรือไม่ก็ถ่ายรูป รก ที่คลอดออกมาหลังจากคลอดทารกนั่นเอง

แนวคิดของเธอเรื่องการถ่ายรูป รกหลังคลอด เพราะเธอคิดว่า ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ก็จะไม่มีทารก สิ่งนี้สำคัญที่สุด เพราะ รก ทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร และ ออกซิเจนไปสู่ทารก ทำให้ทารกเจริญเติบโต และมีชีวิตอยู่ได้ รกและทารก ไม่สามารถแยกกันได้ เพราะถ้าหลุดออกจากกัน ทกรกก็จะเสียชีวิตทันที มันเป็นสิ่งสำคัญเธอจึง ถ่ายรูปรกหลังคลอด ไว้ด้วยเมื่อมีโอกาส

Marry กล่าวว่าครั้งแรกๆที่เธอถ่ายรูปและเห็น รก เธอคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตอย่างแท้จริง เพราะ รกมีลักษณะคล้ายๆกับ ต้นไม้แห่งชีวิต เธอคิดว่าสวยงามมากสำหรับเธอ

เธอคิดว่าคนที่เห็นรูปของเธอจะรู้สึก และ เห็นด้วยว่า รก เป็นสิ่งสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตน้อยๆ เรามาดู ภาพรกหลังคลอด ที่เธอถ่ายกันค่ะ

 

แม่ถ่ายภาพทารกธีมแมคโดนัลด์ ฉลองที่เธอคลอดลูกที่ร้านนี้

แม่ถ่ายภาพทารกธีมแมคโดนัลด์ ฉลองที่เธอคลอดลูกที่ร้านนี้
เรื่องราวการคลอดลูกแบบกะทันหัน ไม่ได้มีแต่ในบ้านเรานะคะ ที่ต่างประเทศก็มีเหมือนกันค่ะ ดังเช่นเรื่องของคุณแม่ท่านนี้ ที่คลอดลูกในลานจอดรถของร้าน McDonald ใกล้กับสนามบิน เซาธ์เอนด์ ในขณะที่เธอและสามีกำลังเดินทางไปคลอดที่โรงพยาบาล

โลแกน โนเลส(Logan Knowles) ลูกชายของเธอมีภาวะคลอดก่อนกำหนด ถึง 2 สัปดาห์ ทำให้เธอไม่ได้เตรียมตัว เมื่อรู้ตัวว่าจะคลอดเธอก็รีบออกไปโรงพยาบาลทันที แต่ก็ไม่ทัน

คลอดลูกที่ร้านแมคโดนัลด์

ลีอา(Leah) คุณแม่ลูก 2 วัย 29 ปี เธอรู้สึกว่ามีอาการมดลูกหดตัว ตอนประมาณ ตี 2 เธอและ คาร์ล สามีวัย 31 ปี จึงรีบไปโรงพยาบาล เซาธ์เอนด์ แต่เพียงแค่ออกมาได้ 15 นาที เธอก็ทนไม่ไหวเพราะเหมือน เด็กกำลังจะออกมา เขาทั้งคู่ตัดสินใจเรียกรถพยาบาลทันที และจอดรถที่ลานจอดรถของร้าน McDonald เมื่อพยาบาลมาถึงก็เป็นตอนที่ เด็กออกมาพอดี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังโชคดีที่ลานจอดรถเงียบและสงบทำให้ทั้งคู่มีสมาธิ และตั้งสติได้ หลังจากนั้นข่าว การคลอดลูก ของเธอก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่เธออาศัยอยู่

มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับทั้งคู่ที่คลอดลูกบนรถ เขาจึงถ่ายรูปลูกให้ถือแก้วน้ำร้าน McDonald เพื่อเป็นที่ระลึกซะเลย

ภาพสุดสะเทือนใจ!พ่อนั่งกอดทารกลำพัง หลังภรรยาเสียชีวิตระหว่างผ่าคลอด

เกลนน์ เชพพาร์ด จากควีนแลนด์ ออสเตรเลีย ได้โพสต์ภาพตัวเองนั่งกอดลูกสาว ด้วยอาการสุดเศร้าหลังจากภรรยาได้เสียชีวิตระหว่างผ่าคลอดลูก ด้วยอาการแทรกซ้อน น้ำคร่ำอุดตันหลอดเลือด เสียชีวิตคาห้องคลอด ในขณะที่คณะแพทย์ได้ช่วยกันเต็มที่เพื่อรักษาชีวิตของทารกน้อยเอาไว้

อแมนดาภรรยาของเขาได้ตั้งความคาดหวังว่าจะได้เจอกับลูกสาวตัวน้อยแสนน่ารัก แต่ความฝันนั้นก็ไม่เป็นจริง ภาพถ่ายรูปแรกในการลืมตาดูโลกของหนูน้อยวิลลา ควรจะเป็นภาพครอบครัวที่มีความสุขแต่กลับเป็นภาพที่เห็นและสะเทือนใจ เพราะเป็นภาพที่พ่อนั่งกอดลูกสาวเพียงลำพังด้วยความรักใคร่ และอาลัยต่อภรรยาสุดที่รักที่จากไป และเขาต้องกลายมาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวอย่างไม่ทันตั้งตัว

ล่าสุดเพื่อนคนหนึ่งของครอบครัวนี้ ได้ทำการเปิดเพจเพื่อระดมทุนบริจาคเงินช่วยเหลือขึ้นในเว็บไซต์ Go Fund Me พร้อมเขียนข้อความว่า

“วันนี้ควรจะเป็นวันที่พวกเขามีความสุขที่สุดในชีวิต แต่แล้วเธอก็ได้จากไป ไม่อาจอยู่กับสามีและลูกน้อยได้…สำหรับการระดมทุนในส่วนนี้ เราจะใช้มันเพื่อสนับสนุนในทุกสิ่งที่เกลนน์อาจต้องการ ไม่ว่าจะสมทบทุนจำนวนมากหรือน้อยแค่ไหน มันจะได้นำไปช่วยเหลือในส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งสำหรับตัวเกลนน์และลูกสาวน้อย ๆ ของเขาแน่นอน”

ซึ่งก็มีคนเข้ามาช่วยเหลือและบริจาคเงินให้ เกลนด์อย่างมากมาย เพียง แค่ 2 วันก็ได้ยอดบริจาคถึง 22,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 770,000 บาทไทย และมีคนเข้ามาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายอีกด้วย

 

องค์การอนามัยโลกเผย 25% ของการตั้งครรภ์จบด้วยการทำแท้ง

องค์การอนามัยโลกเผย 25% ของการตั้งครรภ์จบด้วยการทำแท้ง
นับเป็นผลสำรวจที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเปิดเผยว่า 1 ใน 4 ของการตั้งครรภ์ทั่วโลก มักจบลงด้วย การทำแท้ง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ผลการสำรวจร่วมระหว่างองค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบัน Guttmacher ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ศึกษาเรื่องการวางแผนครอบครัวในสหรัฐฯ พบว่า ในระหว่างปี 2010-2014 มีกรณี การทำแท้ง โดยเฉลี่ยถึง 56 ล้านครั้งต่อปีทั่วโลก หรือคิดเป็นทุก 1 ใน 4 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนับว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงการสำรวจเมื่อปี 1990-1994 เป็นอย่างมาก

ผลการสำรวจดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ทยังระบุว่า ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อัตราการทำแท้ง มีแนวโน้มลดลงในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กลับมีอัตราการทำแท้งคงที่โดยแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสันนิษฐานว่าสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสวนทางกับความต้องการมีครอบครัวขนาดเล็ก โดยภูมิภาคละตินอเมริกามีอัตรา การทำแท้ง สูงสุดของโลก

ผลการสำรวจยังพบว่า การกำหนดให้การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่ส่งผลช่วยลดอัตราการทำแท้งในแต่ละประเทศลงแต่อย่างใด ซ้ำยังจะทำให้มีผู้เลือกเข้าใช้บริการทำแท้งเถื่อนซึ่งเป็นอันตรายเพิ่มมากขึ้น

ดร. เบลา เจนาตรา จากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผลการสำรวจชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงให้สตรีเข้าถึงวิธีการคุมกำเนิดที่หลากหลายมากขึ้นแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าจะปล่อยให้มีการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนาและ การทำแท้ง ที่เสี่ยงอันตราย อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงจำนวนมากหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด เนื่องจากกังวลกับผลข้างเคียงของยา หรือไม่ก็ ประมาทคิดว่าตนเองมีโอกาสตั้งครรภ์ต่ำ

เหลือเชื่อ คุณแม่คลอดลูกที่มีน้ำหนักถึง 5.9 กิโลกรัม

เหลือเชื่อ คุณแม่คลอดลูกที่มีน้ำหนักถึง 5.9 กิโลกรัม
Breanna Sykes คุณแม่ชาวออสเตรเลีย วัย 18 ปี ที่ตอนนี้คลอดลูกที่มีน้ำหนักถึง 5.9 กิโลกรัม และคาดว่าเด็กคนนี้จะเป็นทารกมีน้ำหนักและตัวใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียตอนนี้

จะเรียกว่าทารกน้อยไม่ได้แล้วสำหรับหนูน้อยนามว่า Ziad ทารกที่มีน้ำหนักแรกคลอดถึง 5.9 กิโลกรัม หรือ เกือบ 6 กิโลกรัม เลยทีเดียว แพทย์ต้องทำการผ่าคลอดให้กับผู้เป็นแม่ เพราะกลัวว่าถ้าหากให้คุณแม่คลอดเองแบบธรรมชาติ อาจทำให้อุ้งเชิงกรานของเธอแตกหักได้คลอดทารกน้ำหนักตัวมากทารกแรกเกิดน้ำหนัก 5.9 กิโลกรัม

Breanna Sykes ผู้เป็นแม่ท่านนี้ได้คิดไว้ล่วงหน้าว่าเธอจะคลอดลูกคนนี้แบบธรรมชาติ เพราะเธอคิดว่าลูกน่าจะมีน้ำหนักไม่เกิน 4 กิโลกรัม แต่พอถึงวันคลอดก็ไม่สามารถทำได้ คุณหมอที่ทำการผ่าคลอดยังเผยว่าเด็กที่คลอดส่วนมากในโรงพยาบาลของออสเตรเลีย จะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 3.35 กิโลกรัมต่อคนเท่านั้น แต่ Ziad กลับมีน้ำหนักมากเท่าเด็ก 2-3 เดือนเลยทีเดียว

ผลวิจัยชี้! พ่อดื่มเหล้าสามารถทำให้ทารกผิดปกติตั้งแต่ในครรภ์

ผลวิจัยชี้! พ่อดื่มเหล้าสามารถทำให้ทารกผิดปกติตั้งแต่ในครรภ์
ไม่ใช่แค่เพียงคุณแม่แล้วนะคะ ที่ดื่มเหล้ามาก ๆ จะมีผลต่อเด็กที่จะเกิดมา แต่คุณพ่อเองก็มีส่วนทำให้ลูกผิดปกติจากอสุจิของคุณสูงถึง 1:100 คนเลยทีเดียว จากผลงานวิจัยล่าสุดของทาง Georgetown University พบว่าถ้าพ่อดื่มเหล้าอาจทำให้ทารกมีอาการ ‘Foetal alcohol spectrum disorder’ หรือ (FASD) ทำให้ทารกมีอาการพิการทางสมอง พัฒนาการล่าช้า รูปร่างผิดปกติ ใบหน้าผิดรูป ตั้งแต่ในครรภ์

ในสมัยก่อนการศึกษาเรื่องทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติ สาเหตุส่วนมากจะเกิดจากยีนและการใช้ชีวิตของคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์และช่วงระหว่างตั้งครรภ์ แต่ในตอนนี้ผลวิจัยชี้ชัดแล้วว่าส่วนหนึ่งเกิดมาจากพฤติกรรมของคุณพ่อด้วย

ผลวิจัยชี้ พ่อดื่มเหล้าสามารถทำให้ทารกผิดปกติ

ผลการวิจัยพบว่าเด็กกว่าร้อยละ 75 มีอาการผิดปกติซึ่งได้มาจากพ่อที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในขณะที่แม่ไม่ได้แตะต้องแอลกอฮอล์เลย ซึ่งจากผลการวิจัยนี้ชี้ว่าอาการผิดปกติของทารกนั้นมาจากฝั่งคุณพ่อนั่นเอง และเมื่อเด็กเกิดมามีอาการผิดปกติ ยีนนี้จะส่งผลไปยังหลาน และเหลน เหมือนถ่ายทอดกันตามพันธุกรรมเลยทีเดียว

ผลการวิจัยได้เก็บข้อมูลจากทั้งมนุษย์และสัตว์พบว่า การใช้ชีวิตของพ่อมีส่วนที่จะทำให้เด็กเป็นออทิสติก สูงกว่าคุณแม่ที่เป็นคนตั้งครรภ์อีกด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการมีลูก ควรวางแผนการใช้ชีวิตให้ดี อย่างน้อย ๆ สัก 1 ปี ก่อนการมีลูกก็จะดีมากค่ะ