น้ำผึ้งเป็นเหตุ! เด็ก 6 เดือน เสียชีวิตด้วยโรคโบทูลิซึม


น้ำผึ้งเป็นเหตุ! เด็ก 6 เดือน เสียชีวิตด้วยโรคโบทูลิซึม
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเด็กชายวัย 6 เดือน ที่อาศัยอยู่ในเขตอาดาจิ ณ เมืองหลวงโตเกียว จากการตรวจสอบพบว่า เด็กชายได้เสียชีวิตลงเนื่องจากการดื่มน้ำผลไม้ผสมน้ำผึ้งที่มีเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งทางคนในครอบครัวให้เด็กดื่มเพื่อหย่านม ทางการ ฯ ได้แจ้งเตือนสำหรับผู้ที่มีบุตรอายุน้อยกว่า 1 ปี ควรหลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานน้ำผึ้ง

capture-20170408-003224

เรื่องราวเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เด็กชายวัย 6 เดือน ได้เริ่มมีอาการไอ และต่อมา วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ได้มีอาการแย่ลง พบอาการชัก ระบบหายใจล้มเหลว จึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบ พบว่าตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา คนในครอบครัวของเด็กชายได้ซื้อน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำผลไม้ให้เด็กชายดื่มทุก ๆ วัน วันละประมาณ 2 ครั้ง โดยหวังจะให้เด็กหย่านม และคิดว่าน้ำผึ้งดีต่อสุขภาพ ซึ่งเมื่อทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้ว ก็พบเชื้อ Clostridium botulinum จากอุจจาระของเด็กชาย และน้ำผึ้งที่เก็บไว้อยู่ภายในบ้านของเด็กชายดังกล่าว

capture-20170408-0032245

และเมื่อวันที่ 7 เมษายน เด็กชายวัย 6 เดือนผู้โชคร้าย ก็ได้ถูกวินิจฉัยสาเหตุการเสียชีวิต ว่าเกิดจาก “โรคโบทูลิซึมในทารก (Infant botulism)” โรคนี้เกิดจากการเจริญของเชื้อ Clostridium botulinum และสร้างสารพิษโบทูลิซึมในทางเดินอาหารของทารก ซึ่งทางเดินอาหารของทารกมีปัจจัยสำคัญ ที่เหมาะสมในการเจริญของเชื้อ ได้แก่ การพัฒนาการเคลื่อนไหวยังไม่ดีและความเป็นกรดต่ำ โดยอาการที่พบในเด็กทารก จะเริ่มด้วยท้องผูก เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ดูดกลืนลำบาก ร้องไห้เสียงเบา และคออ่อนพับ โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อ Clostridium botulinum เช่น น้ำผึ้ง ในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี

นับตั้งแต่ปี 1986 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มทำสถิติเป็นต้นมา พบว่ามีการรายงานผู้ป่วยโรคโบทูลิซึมในทารกทั่วประเทศเพียง 36 ราย รวมกรณีเสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย ซึ่งกรณีเด็กชายนี้ เป็นการเสียชีวิตจากโรคโบทูลิซึมในทารก ครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่น

capture-20170408-003122

สำหรับโรคโบทูลิซึมในทารกนี้ จะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กทารกเท่านั้น และสัดส่วนความเป็นไปได้ที่จะพบเชื้อชนิดนี้ภายในน้ำผึ้งตามท้องตลาดนั้นก็มีเพียง 5% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก

อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”

อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”
ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิง ปัญหาสุขภาพมักจะมีมาให้หยุมหยิมกวนใจเล่นกันอยู่เรื่อยๆ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งโรคภัยถามหามากขึ้นเช่นกัน ครั้นจะไปหาหมอ ทานยาปฏิชีวนะบ่อยๆ หลายคนก็กลัวว่าตับไตจะพัง เลยหันหน้ามาพึ่งสมุนไพรกันมากขึ้น หวังว่าจะปลอดภัยต่อร่างกายเรามากกว่า

สมุนไพรที่ผู้หญิงมักเลือกทานเป็นอันดับต้นๆ ก็หนีไม่พ้น “ว่านชักมดลูก” ที่มีสรรพคุณดีต่อร่างกายมากมาย และมีผลิตภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกสรร

แต่จริงๆ แล้ว แม้ว่าว่านชักมดลูกจะมีประโยชน์นานัปการ ก็ยังคงมี “ข้อควรระวัง” ที่ผู้ทานควรศึกษาก่อนซื้อมาทานด้วย

ว่านชักมดลูก คืออะไร?

ว่านชักมดลูก เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง นอกจากจะเรียกว่าว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น ว่านชักมดลูกตัวเมีย ว่านทรหด ว่านหำหด เป็นต้น

ว่านชักมดลูก มีลักษณะเป็นหัว หรือเหง้าทรงรี มีสรพพคุณช่วยดูแลรักษาอาการที่มักเกิดจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น มดลูกพิการ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดท้องประจำเดือน ขับน้ำคาวปลา รักษาอาการตกขาว

นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการอื่นๆ เช่น อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร ปัสสาวะกะปริดกะปรอย และไส้เลื่อน เป็นต้น

อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”

เนื่องจากว่านชักมดลูกมีหลายสายพันธุ์ แล้วยังแยกเป็นเพศผู้ และเพศเมีย

ว่านชักมดลูกเพศเมีย จะมีเส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกสั้น หัวกลมรีตามแนวตั้ง แขนงสั้น เนื้อข้างสีขาวนวลแกมชมพูระเรื่อ ทิ้งไว้สักพักจะเป็นสีชมพูเข้ม

ว่านชักมดลูกเพศเมีย จะมีประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง เพราะมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจน และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ และต้านอาการอักเสบได้อีกด้วย

ส่วนว่านชักมดลูกเพศผู้ จะมีเส้นกลางใบสีแดง ก้านช่อดอกยาว หัวจะกลมแป้นกว่าเพศเมีย แขนงยางกว้างกว่า เนื้อในเนสีขาวนวลแกมเทาอ่อน แต่หากทิ้งไว้สักพักจะกลายเป็นสีชมพูเข้มเหมือนเพศเมีย

เนื่องจากการแยกเพศของว่านชักมดลูกอาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงมความเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิต หรือผู้บริโภคจะจำแนกประเภทของว่านชักมดลูกไม่ถูกต้อง

ว่านชักมดลูกเพศผู้ จะไม่ได้มีประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง แต่จะมีพิษต่อตับ ไต ม้าม

ดังนั้นหากเลือกประเภทของว่านชักมดลูกไม่ถูกต้อง หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ว่านชักมดลูกจากผู้ผลิตที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพก่อนผลิต หรือก่อนจำหน่าย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะผู้บริโภคจะได้รับว่านชักมดลูกผิดประเภท จนอาจเกิดอาการผิดปกติต่อตับ ไต ม้าม ได้

ทางที่ดี หากทานว่านชักมดลูกแล้วอาการผิดปกติต่างๆ ยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรทนทานต่อไป ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และควรนำยาที่ทานไปให้แพทย์พิจารณาด้วย จะดีที่สุดค่ะ

สิ่งจำเป็นในการจัดเป้เดินป่า จัดของลงกระเป๋าง่ายๆตามสไตล์แบ็คแพ็คเกอร์

สิ่งจำเป็นในการจัดเป้เดินป่า จัดของลงกระเป๋าง่ายๆตามสไตล์แบ็คแพ็คเกอร์
ลมหนาวใกล้เข้ามาแล้ว หลายคนคงเริ่มเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อการท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ โดยเฉพาะในป่าเขาเพื่อสัมผัสกับวิวทิวทัศน์อันสวยงาม สายลม แสงแดด หรือทะเลหมอกสีขาวราวปุยนุ่น แต่การเดินทางไปยังธรรมชาติเหล่านั้น จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวอย่างดี โดยเฉพาะสัมภาระต่างๆ ที่จะเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับคุณในเวลาเดินทาง วันนี้เรารวบรวมสิ่งของที่จำเป็นและการจัดเป้เดินป่ามาแนะนำกันครับ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาเดินทางกันจริงๆ จะได้ไม่เกิดฉุกละหุกกันขึ้น 1. ถุงนอน เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ในบรรดาของใช้ต่างๆ เพราะถุงนอนนั้นจะเป็นเครื่องกันหนาวให้ความอบอุ่นแก่เราได้ดีเวลานอน วิธีเลือกซื้อถุงนอนนั้นให้เลือกดูตามขนาดกว้างคูณยาว เช่น หากคุณสูง 176 ให้เลือกถุงนอนขนาด 180 เซนติเมตรขึ้นไป เป็นต้น 2. เต็นท์ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเต็นท์นอนจะเป็นตัวกันน้ำค้างในยามดึกให้กับเรา และยังสามารถบังลมหนาวได้พอสมควร(ขึ้นอยู่กับวัสดุด้วย) การเลือกซื้อเต็นท์นอนที่ถูกวิธีก็คือ ให้เลือกขนาดที่มากกว่าจำนวนคนนอน 1 คน เช่น หากคุณนอนสองคน ให้เลือกเต็นท์ขนาด 3 คนขึ้นไป เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อเผื่อที่ไว้สำหรับสำภาระด้วยไงครับ 3. เสื้อผ้า/รองเท้า เป็นที่รู้กันว่าการเดินทางในป่านั้น เป็นเรื่องที่ไม่สะดวกและไม่สบาย ดังนั้นเราจึงควรเตรียมเสื้อผ้าไปด้วยอย่างน้อยสัก 2-3 ชุด ส่วนรองเท้าที่นำไปด้วยควรเป็นแบบใส่สบายๆ แต่มีความทนทานสำหรับเส้นทางในป่า ประเภทรองเท้าผ้าใบสำหรับเดินป่า ซึ่งมีขายตามร้านขายรองเท้าทั่วไปครับ 4. ของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงและยาสีฟัน สบู่ โฟมล้างหน้า

เคล็ดลับ วิธีดูพระแท้ ไม่แท้ ปลอม ไม่ปลอม หลักการเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

เคล็ดลับ วิธีดูพระแท้ ไม่แท้ ปลอม ไม่ปลอม หลักการเบื้องต้นสำหรับมือใหม่
พระเครื่องนั้น ถือเป็นสินค้าประเภทพุทธพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง และประเทศไทยเรานั้นมีตลาดค้าพระเครื่องที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเมื่อเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง จึงมักมีคนทำพระปลอมเลียนแบบออกมาขายมากมาย และวิธีการดูพระแท้นั้น ไม่มีทฤษฎีไหนที่ได้ผลแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ซะด้วยครับ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอยู่เหมือนกันสำหรับการจะซื้อพระแต่ละครั้ง แต่ก็พอมีคำแนะนำที่รวบรวมจากเซียนพระหลายๆ คนมาบอกกล่าวกันครับ 1. ศึกษาประวัติศาสตร์ต่างๆ ของการสร้างพระองค์นั้นๆ อย่างดี เช่น สร้างขึ้นเมื่อไหร่ โดยใคร เป็นเนื้อแบบไหน สร้างกี่องค์ มีจุดเด่นหรือจุดตำหนิอะไรบ้าง วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด เพราะพระปลอมนั้นมักจะทำออกมาได้ไม่เหมือนพระจริง 100 เปอร์เซ็นต์หรอกครับ ต้องมีจุดที่แตกต่างให้สามารถดูออกหรือจับผิดกันทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนที่รู้ประวัติของพระองค์นั้นๆ มาแล้วเป็นอย่างดี ยิ่งไม่มีทางหลอกย้อมแมวขายได้ 2. เทียบดูกับพระองค์จริง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีพระองค์จริงอยู่ในครอบครอง เพราะสามารถหยิบมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง ว่ามีส่วนไหนที่แตกต่างกันออกไปบ้าง หรือหากใครที่ไม่มีองค์พระจริงให้เทียบดูได้ แนะนำให้ดูจากภาพถ่ายตามนิตยสารพระครับ เพราะจะมีการซูมถ่ายให้เห็นกันทุกซอกทุกมุมเลยทีเดียว 3. สอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ หรือเซียนพระ ซึ่งคนพวกนี้มันจะมีข้อมูล หรือกลเม็ดเคล็ดลับอะไรที่เราไม่ค่อยรู้ หรือไม่เคยรู้ ดังนั้นการขอข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการดูพระครับ 4. ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า พระแท้นั้นมักไม่ค่อยมีราคาถูกนัก โดยเฉพาะพระดังๆ อย่างเช่น พระสมเด็จ พระนางพญา พระผงสุพรรณ ซึ่งปกติดแล้วพระเหล่านี้มักมีราคาสูงมาก เมื่อท่านพบเห็นพระประเภทนี้ปล่อยให้เช่า แต่ราคาถูกมาก ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าอาจเป็นพระปลอม ทางที่ดีให้ตรวจดูรายละเอียด เนื้อพระ ปีที่สร้าง …

ห้อยพระประจําวันเกิดอย่างไรให้ถูกโฉลก เสริมดวงชะตาและโชคลาภ

ห้อยพระประจําวันเกิดอย่างไรให้ถูกโฉลก เสริมดวงชะตาและโชคลาภ
วิธีหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธที่นึกถึงได้เป็นอันดับแรกคือ การห้อยพระ ซึ่งชาวพุทธเชื่อว่าจะทำให้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องคุ้มครอง เสริมดวงชะตา ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย ปรับร้ายกลายเป็นดี การห้อยพระให้ถูกโฉลกเป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ โดยเฉพาะการห้อยพระตามวันเกิด ดังนี้ ผู้ที่เกิดวันจันทร์ ควรห้อยพระที่ช่วยเสริมบารมีในเรื่องของอำนาจ เช่น พระกรุวัดราชบูรณะ จังหวัดอยุธยา , พระเชตุพน จังหวัดสุโขทัย ผู้ที่เกิดวันอังคาร ควรห้อยพระที่ช่วยให้จิตใจเยือกเย็น มีสมาธิ เป็นพระเนื้อผงในตระกูลสมเด็จ เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง , พระสมเด็จวัดเกศไชโย ผู้ที่เกิดวันพุธ แบ่งเป็นวันพุธตอนกลางวัน ควรห้อยพระที่ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าเป็นพระประเภทปางลีลา เช่น พระกำแพงเพชรลีลา ส่วนผู้ที่เกิดวันพุธตอนกลางคืนควรห้อยพระเครื่องที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์มาก เช่น พระพุทธโสธร ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี ควรห้อยพระที่ช่วยเสริมดวงวาสนา ให้หาพระพิมพ์ในพิมพ์ปางเปิดโลก เป็นพระแห่งปัญญา เช่น พระร่วงเปิดโลกพิมพ์เม็ดทองหลาง จังหวัดกำแพงเพชร ผู้ที่เกิดวันศุกร์ ควรห้อยพระที่ช่วยเตือนสติไม่ให้หลงในสิ่งต่างๆ เช่น พระปิดตาของหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ผู้ที่เกิดวันเสาร์ ควรห้อยพระที่ทำจากว่านเพราะบริสุทธิ์จากธรรมชาติ เช่น พระว่านจำปาศักดิ์ ประเทศลาว , พระว่านหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ควรห้อยพระที่ส่งเสริมด้านความร่มเย็น เช่น พระกริ่งคลองตะเคียน จังหวัดอยุธยา , พระรอดลำพูน

ขั้นตอน วิธีขึ้นเครื่องบินครั้งแรกต้องทําอย่างไร

ขั้นตอน วิธีขึ้นเครื่องบินครั้งแรกต้องทําอย่างไร
การเดินทางด้วยเครื่องบินสำหรับผู้ไม่เคยขึ้นเครื่องนั้น สามารถสร้างความประหม่างกๆเงิ่นๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ สาเหตุหลักๆ นั้นก็คงเป็นเพราะว่าเราเกินความตื่นเต้น ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หรือทำตามขั้นตอนแบบไหน เพราะการขึ้นเครื่องนั้นดูเหมือนจะยุ่งยากกว่าการเดินทางแบบอื่น ดังนั้นวันนี้เรารวบรวมเอาขั้นตอนง่ายๆ มาแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นครั้งแรกค่ะ 1. ในกรณีที่เป็นการเดินทางไปต่างประเทศ ให้จัดเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นเช่น พาสปอร์ต ใส่กระเป๋าให้พร้อมรวมไปถึงการเช็คขนาดกระเป๋าตามที่สายการบินกำหนดว่าไม่ควรเกินเท่านั้นเท่านี้ รวมถึงศึกษาข้อห้ามในการนำของบางอย่างขึ้นเครื่องไปด้วย 2. ควรเดินทางมาที่สนามบินก่อนเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นให้ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบินของเราค่ะ ซึ่งสามารถดูได้จากป้ายต่างๆ ที่ติดไว้ ตั้งแต่ A-Z แต่ต้องดูดีๆ นะคะเพราะบางครั้งที่เราไปถึงเคาน์เตอร์ยังไม่เปิดทำการก็มี 3. เมื่อเช็คอินเสร็จจะนั่งพักรอเพื่อน (ในกรณีที่ไปกันหลายคน) หรือจะเข้าไปที่ด่านตรวจพาสปอร์ตเลยก็ได้ ซึ่งแนะนำว่าให้เข้าไปข้างในเลยจะดีกว่า เพราะเราจะได้มีเวลาเดินดูข้างในด้วยว่าเป็นแบบไหนอะไรยังไง รวมถึงต้องเช็ค Gate และเวลาขึ้นเครื่องให้ดีด้วยนะคะ ก็ดูจากในตั๋วนั่นแหละค่ะ ที่แนะนำให้เช็คดูก็เพราะเราจะได้กำหนดจุดได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องฉุกละหุกวิ่งหาเมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ ค่ะ 4. เมื่อขึ้นเครื่องแล้วให้เช็คดูที่นั่งของเราแล้วกรุณานั่งตามหมายเลข ส่วนกระเป๋าให้สอดขึ้นไว้บนช่องเหนือหัวเรา แต่ถ้าเป็นพวกกระเป๋าเอกสารให้ถือติดตัวไว้ค่ะ มันจะมีช่องสำหรับใส่กระเป๋าพวกนี้อยู่บริเวณใต้ที่นั่งของเรานั่นเอง 5. เมื่อถึงที่หมาย หากเป็นต่างประเทศ แอร์โฮสเตสจะมาแจกใบ Landing Card ซึ่งเป็นเอกสารสำหรับคนที่ไปยังประเทศนั้นๆเป็นครั้งแรกจำเป็นต้องกรอกค่ะ เอกสารนี้ต้องเก็บไว้พร้อมกับพาสปอร์ตสำหรับให้ ด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศนั้นตรวจ จากนั้นให้เราเช็คดูของ ดูเอกสารต่างๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าด่านตรวจนั่นเองค่ะ 6. จากนั้นเมื่อลงเครื่องให้เราเดินตามคนอื่นๆ …

สิ่งจำเป็น สำหรับการเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวทะเล เพื่อวันพักผ่อนที่แสนสบาย

สิ่งจำเป็น สำหรับการเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวทะเล เพื่อวันพักผ่อนที่แสนสบาย
แม้ว่าช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่หน้าหนาว แต่ทะเลบ้านเรานั้นก็ยังได้รับความนิยมในด้านการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีครับ โดยเฉพาะภาคใต้นั้น สาเหตุก็เพราะทะเลบ้านเราไม่มีได้รับอิทธิพลจากความหนาวเย็นเหมือนภาคอื่นๆ ทางตอนบน ดังนั้นจึงมักจะมีนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ แวะเวียนกันไปพักผ่อนอยู่ตลอดทั้งปี (ที่ต้องระวังก็แค่มรสุม) และวันนี้เราจะมานำเสนอวิธีการเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวทะเลกันครับ ว่าเราควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อจะไม่ให้วันท่องเที่ยวของเราต้องฉุกละหุก 1. เสื้อผ้า อันดับแรกเลยที่สำคัญเราต้องเตรียมเสื้อผ้าไปครับ โดยเฉพาะชุดว่ายน้ำหากต้องการเน้นที่กิจกรรมในทะเล เช่นลงเล่นน้ำ ดำน้ำ หรือนอนอาบแดดตามหาดทราย ซึ่งต้องใช้ชุดที่เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อม ทะเลบ้านเรานั้นเป็นทะเลที่มีอากาศร้อน ดังนั้นชุดที่เตรียมไปควรเป็นชุดที่ใส่สบาย และไม่ฟิตจนเกินไปนัก แต่ก็อย่าให้ล่อแหลมมากนักนะครับ สำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย 2. ครีมกันแดด แน่นอนว่ากิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างหนึ่งของการเที่ยวทะเลคือการอาบแดด แต่สำหรับทะเลบ้านเราก็อย่างที่บอก ว่าเป็นทะเลในโซนร้อน แดดยามกลางวันก็จัดได้ว่าร้อนมากกว่าทะเลในโซนยุโรป หรืออเมริกา ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมไปด้วยสำหรับผู้ชื่นชอบการอาบแดดเป็นชีวิตจิตใจก็คือ ครีมกันแดดนั่นเองครับ ซึ่งควรจะเป็นครีมที่มีค่า SPF สูงสักหน่อย (ดูที่ข้างผลิตภัณฑ์) ซึ่งค่าที่แนะนำคือ SPF 30-50 ขึ้นไปจะดีที่สุดครับ 3. ของใช้ส่วนตัวต่างๆ เช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมอาบน้ำ แชมพู ซึ่งของเหล่านี้บางคนอาจจะแย้งว่าไม่จำเป็นต้องเอาไปด้วยก็ได้ เพราะมีขายอยู่ทุกที่ แต่ขอแนะนำว่าการเตรียมตัวไปล่วงหน้าจะดีที่สุดครับ เพราะบางทีไปถึงที่เที่ยวแล้วเกิดลืมซื้อขึ้นมา ก็จะทำให้ฉุกละหุกขึ้นมาได้ หรือบางสถานที่ก็ไม่มีร้านขายของเสียอีก ดังนั้นการจัดเตรียมของเหล่านี้ไปจากบ้านจะดีกว่า 4. กล้องถ่ายรูป สำหรับเก็บบันทึกความทรงจำ และภาพสวยๆ ที่ได้จากการท่องเที่ยว …

วิธีการเลือกซื้อเต็นท์นอน เตรียมของให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

วิธีการเลือกซื้อเต็นท์นอน เตรียมของให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
การนอนเต็นท์นั้นสามารถช่วยให้เราสัมผัสได้กับความเป็น แคมปิ้ง อย่างได้อารมณ์มากกว่าการพักนอนแบบอื่น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เต็นท์นอน นั้นเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด สำหรับผู้หลงใหลการเดินป่าจะต้องมีติดตัวไว้อย่างขาดไม่ได้ ซึ่งเจ้าเต็นท์นอนเหล่านี้ก็มีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไป จนบางครั้งผู้ใช้งานก็อาจเกิดความสับสนได้ว่า เต็นท์แบบใดหรือชนิดไหนเหมาะกับตนเองหรือกิจกรรมที่ต้องทำ วันนี้เราจึงมีวิธีการเลือกซื้อเต็นท์ที่ถูกวิธีมาฝากกันครับ 1. เลือกให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ ที่ทำ ซึ่งแตกต่างกันออกไป เช่น กิจกรรมแคมปิ้ง เต็นท์ที่ควรเลือกซื้อ ควรเป็นเต็นท์แบบวัสดุดี แม้จะมีน้ำหนักมาก แต่สามารถบรรทุกไปในรถหรือพาหนะอื่นๆ ได้ ต่างกับกิจกรรมประเภทแบ็คแพ็ค หรือการเดินทางประเภทปั่นจักรยานทางไกล ที่มักจะต้องแบกเต็นท์นอนติดหลังไปด้วยตลอดเวลา ซึ่งเต็นท์ที่เลือกควรเป็นเต็นท์ที่มีน้ำหนักเบา 2. เลือกเต็นท์ให้เหมาะสมกับจำนวนคน เช่น หากนอนกัน 3 คน ก็ควรเลือกเต็นท์ที่มีพื้นที่ขนาด 4 คน ขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อที่ว่า พื้นที่ว่างที่เกินมานั้น จะเผื่อไว้สำหรับการเก็บสัมภาระต่างๆ และจะได้ไม่ต้องนอนเบียดกันนั่นเอง 3. เลือกเต็นท์ที่เหมาะสมกับฤดู ซึ่งวัสดุที่เหมาะสมสำหรับพักแรมในฤดูต่างๆ ย่อมไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ฤดูฝนให้เลือกเต็นท์ที่มีเนื้อผ้าเคลือบน้ำยากันน้ำได้ หรือมีผ้าฟลายชีทติดมาในชุด เพราะผ้าชนิดนี้จะสามารถกันน้ำฝนในยามที่คุณนอนหลับพักผ่อนได้ เต็นท์สำหรับฤดูร้อน ควรเป็นผ้าเนื้อบาง สามารถระบายลมได้ดี และเต็นท์สำหรับหน้าหนาว ควรเป็นเต็นท์ที่มีผ้าเนื้อหนากันลมหนาวที่โกรกยามกลางคืนได้ เป็นต้น 4. เลือกซื้อตามคุณภาพของวัสดุ ซึ่งก็มีหลากหลายแตกต่างกันออกไป แนะนำว่าการเลือกซื้อไม่ควรเลือกเพราะราคาที่ถูก ซึ่งมักจะได้วัสดุที่ไม่ดี ควรเลือกเต็นท์ที่ทำจากวัสดุคงทน …

เหตุผลทำไมคุณถึงไม่มีแฟนสักที

เคยไหมค่ะ? หลายคนคงสงสัยว่าอายุจะ 30 แล้วแต่ยังไม่แฟนสะที ลองปรับลองเปลี่ยนแล้ว แต่ก็ยังขาดความรักอยู่เหมือนเดิม เรามาเช็คกันไหมว่า 10 เหตุผลนี้มีอยู่ในใจคุณบ้างหรือป่าว สำหรับคนที่ไม่กล้ามีแฟน <3

single_1

1. กลัวตารางชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลง

เชื่อไหมว่ามีหลายคนที่คิดแบบนี้ พวกเขามีตารางชีวิตที่ชัดเจน ไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ กินข้าวกับเพื่อน เล่นเกมส์อยู่บ้าน สารพัดสิ่งที่คุณทำเป็นกิจวัตร คุณกลัวเหลือเกินที่จะมีใครสักคนมาพรากสิ่งเหล่านี้ไปจากคุณ เพราะถ้ามีสาวเมื่อไร คุณอาจจะไม่ได้เล่นเกมส์อยู่บ้าน หรือกินข้าวกับเพื่อนได้บ่อยแล้ว นี่แหละที่คุณกลัวนักกลัวหนา

2. มีมาตรฐานสูง

ขาว สวย หมวย เอ็กซ์ หล่อ แมน บ้านรวย เรียนเก่ง แหมะ มาแบบยกเซตเลย ก็เพราะว่าคุณมีมาตรฐานที่สูงมาก เรียกว่าถ้าจะมีแฟนทั้งทีก็ขอให้ได้ตามสเปคที่วางไว้ เราสังเกตเห็นเพื่อนๆ หลายคนที่เจอคนที่คุยถูกคอ แต่ก็ไม่คบเป็นแฟน เพราะไม่ตรงสเปคที่วางไว้ ไม่ใช่แค่ผู้ชายหรอกที่เป็น สาวๆ ก็เป็นแบบนี้เยอะเหมือนกัน คุณนั่นแหละรู้ตัวเองดีที่สุด ว่าสเปคของคุณเป็นอย่างไร

3. รักอิสระ

ผู้ชายส่วนใหญ่กลัวการมีแฟน เพราะกลัวจะสูญเสียอิสรภาพที่ตนมี ฟังดูน่ากลัว แต่มันคือความจริง เพราะคุณยังอยากไปปาร์ตี้ ไปเฮฮากับเพื่อนฝูง อยากทำอะไรตามใจ ไม่อยากคอยรับโทรศัพท์ที่เอาแต่ถามว่า “อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ไปกี่คน ทำไมไม่โทรศัพท์ช้า” สารพัดประโยคที่คุณจะได้ยินจากเธอ เนี่ยแหละที่ทำให้ยังเป็นโสดอยู่ทุกวันนี้

วิธีแก้อาการเมารถง่าย แบบได้ผลจริง เวียนหัว คลื่นไส้ขณะเดินทางป้องกันอย่างไรดี

วิธีแก้อาการเมารถง่าย แบบได้ผลจริง เวียนหัว คลื่นไส้ขณะเดินทางป้องกันอย่างไรดี
ผมเชื่อว่าถ้าถามคำถามประเภท “ใครเคยเมารถบ้างยกมือขึ้น” ก็คงมีไม่น้อยที่ยกมือกันพรึบพรับ เพราะอาการเมารถนั้นมักจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ และเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วมักจะสร้างความวิงเวียน ปวดหัว และกระอักกระอ่วน คลื่นไส้ให้กับผู้ที่มีอาการอยู่เป็นระลอก และที่ร้ายที่สุดก็จะทำให้ผู้มีอาการชนิดนี้อาเจียนออกมา ซึ่งทรมานไม่ใช่เล่นแถมยังเลอะเทอะอีกต่างหาก ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากจะนำเสนอวิธีการแก้อาการเมารถมาฝากกันครับ 1. พยายามนั่งรถบริเวณส่วนหน้าของรถ ประสาทส่วนต่างๆ ของเราจะได้รับรู้ถึงจังหวะการเคลื่อนตัว รวมถึงอาการโคลงเคลงของรถได้ จากการทดลองพบว่าวิธีนี้ช่วยให้ผู้ชอบเมารถ มีอาการลดลงได้อย่างมาก ทั้งนี้ก็เพราะประสาทของเรารับรู้ความเคลื่อนไหวของรถ และปรับตัวตามนั่นเอง 2. ห้ามอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัพท์ในขณะที่กำลังนั่งรถ ทั้งนี้ก็เพราะจะทำให้ประสาท หรือสมาธิของเราจดจ่ออยู่ที่ตรงข้างหน้าเท่านั้น และอาการที่ตามมาก็คือร่างกายปรับสมดุลตามการเคลื่อนไหวของรถไม่ได้ อาการเมาจึงมักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีพฤติกรรมอ่านหนังสือ/เล่นโทรศัพท์บนรถ ดังนั้นในขณะนั่งรถ เราจึงไม่ควรจ้องหรือเพ่งอะไรอยู่ที่จุดเดียว และพยายามมองวิวทิวทัศน์ภายนอกบ่อยๆก็จะช่วยลดอาการลงได้ 3. จิบหรือดื่มน้ำอัดลมในปริมาณพอเหมาะ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกมวนท้องมากๆ เพราะน้ำอัดลมจะไปช่วยขับดันกรดในกระเพาะออกมา สามารถลดอาการมวนท้องลงได้พอสมควร และนอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการมวนท้องควรสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในระหว่างที่เกิดอาการ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้ความรู้สึกวิงเวียนนั้นลดลงได้ครับ 4. ยาหม่อง ยาดม ยาอม ยาหอม ช่วยท่านได้ เมื่อเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ลองหยิบขึ้นมาสูดดมจะช่วยบรรเทาอาการได้ดีทีเดียว 5. กินยาแก้เมารถ เช่น ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ปัจจุบันยาประเภทนี้มักมีขายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป เหมาะสำหรับคนที่เริ่มมีอาการเมารถเกิดขึ้น ยาตัวนี้จะช่วยปรับความสมดุลของระบบประสาท ช่วยให้ร่างกายปรับตัวตามการเคลื่อนไหว หรือโคลงเคลงของรถ และขณะที่ยาตัวนี้กำลังออกฤทธิ์ …