ไม่ข้ามถนนบนทางม้าลาย ปรับไม่เกิน 200 บาท

ไม่ข้ามถนนบนทางม้าลาย ปรับไม่เกิน 200 บาท
ปัญหาการจราจรติดขัดนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยหลักๆ ก็อยู่ที่ปริมาณของรถยนต์ในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มาก็เกิดจากการที่ผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรทำให้การเคลื่อนของรถเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่ควร รวมถึงเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎจราจรก็ยิ่งเพิ่มโอกาศให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือการจราจรติดขัดหรือเป็นอัมพาตไปเลยก็มี และอีกหนึ่งสาเหตุที่หลายท่านอาจจะมองข้ามไปนั้นก็คือพฤติกรรมการข้ามถนนของคนเดินเท้า ยิ่งเป็นช่วงเวลารีบเร่งด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความมักง่ายและเลือกที่จะเดินผ่านตรงไหนก็ตามที่คิดว่าสะดวกที่สุด ทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ช้าเพราะต้องมาคอยระวังคนข้ามถนน จนบางทีทำให้เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นด้วยก็มี

แต่ว่าต่อไปนี้ท่านใดที่ไม่ข้ามถนนบนทางม้าลายจะต้องคิดหน้าคิดหลังให้มากกว่าเมื่อก่อน เพราะว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 ที่ผ่านมาได้มีการเปิดใช้กฎหมายกวดขันเกี่ยวกับการข้ามทางม้าลายให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุและลดการติดขัดของการจราจร โดย พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล รอง ผบช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.จร., สน.ทองหล่อ ลงพื้นที่เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาการติดขัดของจราจรที่มีมากขึ้น บริเวณถนนอโศก ทั้งนี้พร้อมทั้งบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีทั้งหาวิทยาลัย สำนักงาน และบริษัทต่างๆ และเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างสะพานลอยได้ แต่มีทางม้าลายอยู่ 5 จุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมเกือบตลอดเส้นทาง

จุดเด่นก็อยู่ตรงที่โทษของผู้ฝ่าฝืนไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลายนั้นจะมีความผิดตามที่ได้ระบุไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 104 ซึ่ง “ห้ามไม่ให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม” ผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษปรับไม่เกิน 200 บาท ทั้งนี้ถ้าหากว่าผู้ขับขี่รถคันใดไม่ชลอหรือลดความเร็วอย่างเหมาะสมเมื่อพบคนเดินข้ามทางม้าลายหรือเมื่อใกล้จะถึงทางม้าลาย ก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาทด้วยเช่นกัน จากผลการดำเนินการช่วยให้การจราจรเป็นไปอย่างสะดวกและลดการติดขัดได้เป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตรเลยทีเดียว

หากทำตามกฏก็จะช่วยลดและแก้ปัญหานี้ได้ ทั้งนี้ผู้ข้ามถนนและผู้ขับขี่ก็ต้องให้ความร่วมมือกับทางการให้มากที่สุดด้วย เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมและเพื่อความปลอดภัยของท่านด้วยนั่นเอง

รวมข้อดีและข้อเสียของเกียร์ธรรมดา กับ เกียร์ออโต้

รวมข้อดีและข้อเสียของเกียร์ธรรมดา กับ เกียร์ออโต้
แต่ละคนก็มีความคิด ความชอบที่แตกต่างกันออกไป ก็เช่นเดียวกันกับการซื้อรถยนต์ ผู้คนก็ต้องเลือกซื้อรถยนต์ให้ตรงกับความต้องการของตัวเองเป็นหลัก และมีความเหมาะสมกับการใช้งานตามกิจวัตรประจำวันของตน

แต่สำหรับมือใหม่แล้วมักจะตั้งคำถามขึ้นมาเพื่อต้องการที่จะทราบเกี่ยวกับความแตกต่างของรถยนต์แบบเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ว่าอันไหนดีกว่ากัน แน่นอนว่าคำตอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเพราะความชอบและความคิดที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง บ้างก็บอกว่าเกียร์ออโต้ดีกว่า บ้างก็บอกว่าเกียร์ธรรมดาดีกว่า นี่แหล่ะครับที่เค้าเรียกกันว่า “ความชอบส่วนบุคคล” แต่ก็ไม่เป็นไรครับวันนี้เราก็นำความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากทุกท่านที่กำลังสงสัยว่าเกียร์ธรรมดากับเกียร์ออโต้อันไหนดีกว่ากัน ซึ่งเราก็จะนำรายละเอียดมาให้ได้ทราบกันแบบคร่าวๆ เผื่อเป็นแนวคิดหรือเพื่อคลายความสงสัยให้หลายๆ ท่านได้

ข้อดีของเกียร์ธรรมดา

เกียร์ธรรมดา
ภาพประกอบ เกียร์ธรรมดาจาก โตโยต้า วีโก้

1. ระบบเกียร์ธรรมดาจะมีสมรรถนะทางการขับเคลื่อนที่แรง สั่งได้ดั่งใจคนขับ อายุการใช้งานจะยาวนานกว่าเกียร์ออโต้ เพราะเมื่อมีส่วนใดที่ชำรุดจะเปลี่ยนใหม่ได้ทันทีและมีราคาที่ถูกกว่า และรถยนต์เกียร์ธรรมดานั้นจะทำให้เรารู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ขับรถ เพราะผู้ขับจะต้องเข้าเกียร์เปลี่ยนเกียร์ เหยียบคลัช เหยียบเบรกอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่รู้สึกง่วงนอนในขณะที่ขับรถ หรือไม่หลับใน เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี

2. ที่สำคัญยังช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า เพราะอัตราการทดเกียร์ โครงสร้างภายในของระบบเกียร์ที่ไม่มีระบบอะไรมากมายและซับซ้อน จึงทำให้ลดการเกิดเสียดสี และรวมถึงการเชนเกียร์ให้ต่ำลงที่ทำได้ด้วยตนเอง และสามารถที่จะเลือกเข้าเกียร์ได้ทุกครั้งที่ต้องการ

ข้อเสียของเกียร์ธรรมดา

1. รถยนต์เกียร์ธรรมดาจะไม่มีความเหมาะสมกับผู้ที่ต้องใช้งานในเมืองที่การจราจรติดขัด ไฟแดงเยอะๆ เพราะจะทำให้รู้สึกเมื่อยขาเพราะต้องเหยียบเบรก เหยียบคลัชอยู่ตลอดเวลา และการขับรถเกียร์ธรรมดานั้น สำหรับมือใหม่หัดขับจะบอกว่าฝึกขับยาก เพราะต้องใช้ทั้งประสาทสัมผัส และต้องใช้ความเคยชิน ประมาณว่าต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะขับจนเก่งได้ และยิ่งเกี่ยวกับการออกตัวด้วย ถ้าปล่อยคลัชยังไม่ถูกจังหวะก็จะทำให้รถดับได้

2. ไม่มีความเหมาะกับผู้ที่ต้องใช้มืออีกข้างในการถือหรือกดโทรศัพท์ แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายก็ได้ห้ามไม่ให้คุยโทศัพท์ในระหว่างการขับขี่อยู่แล้ว และส่วนมากผู้ที่ออกรถยนต์เกียร์ธรรมดามักจะไม่ค่อยได้รุ่นท๊อปสักเท่าไหร่ เพราะรถเกียร์ธรรมดาจะถูกจัดให้อยู่ในรถที่ต่ำสุดของแต่ละรุ่น ซึ่งจะมีราคาที่ถูกลงจึงทำให้อ๊อฟชั่นในบางส่วนก็ถูกตัดออกไปเช่นกัน

ปัญหาของเกียร์ออโต้ มีอะไรบ้าง

ปัญหาของเกียร์ออโต้ มีอะไรบ้าง
วันนี้เราก็ยังนำความรู้ด้านระบบเกียร์มาให้แฟนๆ รถยนต์ได้ทราบกันต่อนะครับ สำหรับใครที่ชื่นชอบรถยนต์เกียร์ออโต้และกำลังต้องการที่จะทราบเกี่ยวกับปัญหาของเกียร์ออโต้

ก่อนอื่นเลยก็ต้องบอกว่าระบบเกียร์ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน แต่สำหรับข้อเสียของเกียร์ออโต้หลายๆ ท่านก็ต้องการที่จะทราบว่ามันมีอะไรบ้าง เพราะบางท่านก็ต้องการที่จะศึกษาเกี่ยวกับปัญหาไว้ก่อน เพื่อที่จะเตรียมพร้อมกับการแก้ไขในวันข้างหน้า หรือบางท่านก็กำลังศึกษาหาข้อมูลเพื่อเป็นการตัดสินใจและคิดให้รอบคอบก่อนที่จะซื้อรถยนต์เกียร์ออโต้ แต่อย่างไรก็ตามครับ ถึงระบบเกียร์เกียร์ออโต้จะมีข้อเสียหรือมีปัญหาก็ตาม นั่นก็เป็นความชอบส่วนบุคคล เพราะผู้คนส่วนมากก็ยังคงชื่นชอบรถยนต์เกียร์ออโต้เหมือนเดิม เพราะความสะดวกสบายในการขับขี่และการใช้งานนั่นเอง เอาล่ะครับ วันนี้เราก็ได้นำเกี่ยวกับปัญหาของเกียร์ออโต้มาให้ได้ทราบกันแล้ว ไปดูปัญหาเหล่านั้นกันเลยครับ

ปัญหาหรือข้อเสียที่มักจะพบในเกียร์ออโต้

1. การขับขี่มีความสะดวกสบายและง่ายมากเกินไปจึงสามารถทำให้ผู้ขับขี่เกิดอาการง่วงนอนหรือหลับในได้ จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายหรือบางครั้งในขณะที่กำลังติดไฟแดงก็เผลอลืมเปลี่ยนเกียร์ให้มาอยู่ในตำแหน่ง N หรือเกียร์ว่างแล้วหากเผลอปล่อยเบรกก็จะทำให้รถพุ่งไปชนรถคันหน้าได้ หรือแม้กระทั่งการสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ หากมีเด็กยู่รถอาจจะไปเปลี่ยนเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่ง D หรือ Drive ก็อาจจะทำให้รถวิ่งแล้วเกิดอุบัติเหตุได้เช่นเดียวกัน

2. ความทนทานต่อการใช้งานจะมีน้อย ถ้าหากมีการใช้งานหนักมากเกินไป การออกตัวกระชากแรงอยู่บ่อยๆ หรือรวมถึงการโมดิฟายเครื่องยนต์ให้มีความแรงกว่าเดิม ก็จะทำให้ระบบเกียร์ออโต้พังได้ง่ายยิ่งขึ้น

3. สมรรถนะในการขับเคลื่อนอาจจะด้อยกว่าระบบเกียร์ธรรมดา ยิ่งถ้าเป็นรถยนต์เกียร์ออโต้รุ่นเก่าๆ ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาในรอบอัตราการเร่งที่สูงขึ้น การเร่งแซงหรืการขึ้นเนินระบบเกียร์ออโต้จะปรับให้เองจึงทำให้ไม่ถูกใจหรืไม่ได้ดั่งใจคนขับนั่นเอง

4. กินผ้าเบรกมากกว่าระบบเกียร์ธรรมดา เพราะผู้คนส่วนใหญ่ที่ใช้งานเกียร์ออโต้มักจะชอบเข้าเกียร์ D ค้างไว้ และจะแตะเบรกเบาๆ ให้รถค่อยไหลไปช้าๆ ระบบการส่งกำลังก็จะทำงานอยู่ตลอดเวลา การทำงานของผ้าเบรกจึงทำงานมากกว่าปกติ

5. กินน้ำมันมากกว่าเกียร์ธรรมดา เพราะมีระบบต่างๆ ในการทำงานมากมาย เกิดการเสียดสีเยอะ น้ำหนักของเกียร์ก็มากกว่า

6. มีราคาที่แพงกว่าในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่ราคาครั้งแรกที่ซื้อรถยนต์ ค่าบำรุงดูแลรักษา ถ้าหากเกิดการชำรุดในส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนทั้งลูก ซึ่งจะมีราคาที่สูง แต่ถ้าหากนำออกมาซ่อมในบางส่วน ช่างจะต้องมีความชำนาญจริงๆ และการซ่อมในบางส่วนนั้นมักจะซ่อมไม่จบง่ายๆ เพราะอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาเกียร์กระตุก เกียร์กระชาก เกียร์เปลี่ยนไม่ครบ เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นรถยนต์ปัจจุบั้นได้มีการพัฒนาระบบต่างๆ ของเกียร์แบบออโต้ให้มีความทันสมัยและลดปัญหาต่างๆ ลงไปเยอะมากแล้ว ใครอยากได้รถใหม่ที่ใช้ระบบส่งกำลังแบบนี้มาขับก็อย่าคิดมากเลยเพราะว่าคนอื่นเค้าก็ใช้กันทั่วไปก็ไม่ค่อยเจอปัญหา ส่วนมากจะอยู่ที่ความชอบมากกว่าครับ

ใช้ไฟตัดหมอกเกินเหตุ อาจโดนปรับ 500 บาท

ใช้ไฟตัดหมอกเกินเหตุ อาจโดนปรับ 500 บาท
กฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนเดี๋ยวนี้ค่อนข้างเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการ เราๆ ท่านๆ ก็ควรที่จะทราบเกี่ยวกับการขับขี่บนท้องถนนอย่างละเอียดมากขึ้น ต้องทราบถึงการขับขี่อย่างไรให้มีความปลอดภัยสูงสุดทั้งผู้ขับขี่และความปลอดภัยต่อผู้ที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

นนี้เราได้นำข่าวการแจ้งเตือนจำจากศูนย์ควบคุมสั่งการจราจร กองบังคับการตำรวจจราจรมาให้ได้ทราบกันครับ เป็นข่าวแจ้งเตือนเกี่ยวกับกรณีการใช้ไฟตัดหมอกว่าสำหรับผู้ขับขี่ทุกท่านจะเปิดไฟตัดหมอกได้ก็ต่อเมื่อมีหมอกหนาเท่านั้น หรือเปิดไฟตัดหมอกได้ในกรณีที่วิสัยทัศน์ไม่ดี แต่ถ้าเปิดไฟตัดหมอกพร่ำเพรื่อซึ่งไม่ได้มีสภาพอากาศตรงตามที่ได้กล่าวมานั้นก็จะมีความผิดตามกฎหมายและจะถูกปรับไม่เกิน 500 บาท

และทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเริ่มทำการจับกุมผู้ที่กระทำความผิดในกรณีเปิดไฟตัดหมอกพร่ำเพรื่ออย่างจริงจังและเด็ดขาดตามความผิดตามกฎหมายของประกาศกรมการขนส่งทางบก ปี 2555 ที่จะต้องระวางโทษไม่เกิน 2,000 บาท และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเริ่มจับกุมอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลากลางคืน และสำหรับทุกท่านที่ได้ทราบเกี่ยวกับการขับขี่ที่เปิดไฟตัดหมอกแบบพร่ำเพรื่อแล้วก็ควรที่จะปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอุบัติเหตุ เพิ่มความปลอดภัยและยังไม่ถูกปรับอีกด้วยนะครับ

Toyota Corolla Altis 2017 โฉมไมเนอร์เชนจ์ เสริมออพชั่นใหม่สุดหรู

Toyota Corolla Altis 2017 โฉมไมเนอร์เชนจ์ เสริมออพชั่นใหม่สุดหรู
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย New Toyota Corolla Altis…So Excited Ever โฉมไมเนอร์เชนจ์ มอบออพชั่นและรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ตอบโจทย์แฟนๆ ที่รักความสปอร์ตทันสมัย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 799,000 บาท

เมื่อปี พ.ศ. 2509 ที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เผยโฉม “โคโรลล่า” เข้าสู่ตลาดเมืองไทยด้วยเจนเนอเรชั่นที่ 1 จวบจนถึงรุ่นปัจจุบันในเจนเนอเรชั่นที่ 11 ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา โคโรลล่า อัลติส สามารถครองความนิยมในฐานะรถยนต์นั่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ทั้งด้านคุณภาพ สมรรถนะและความคุ้มค่า จนสามารถครองใจลูกค้าชาวไทยด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 754,685 คัน* และครองความเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งของไทยจวบจนปัจุบัน

genting-crown เพื่อความสะดวกในการใช้บริการของสมาชิก เพราะลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นคนไทย เราจึงคัดสรรบริการคาสิโนออนไลน์ มาให้ทุกท่านได้ร่วมสนุก สมัครเล่นพนันกับเรา แทงบอลออนไลน์ วันนี้รับโบนัสฟรีทันที พร้อมลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย

คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เผยว่า “ครั้งนี้ โตโยต้า ภูมิใจนำเสนอ โคโรลล่า อัลติส รุ่นปรับปรุงโฉม ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ Futuristic Prestige เพื่อยกระดับความโดดเด่น ทันสมัย ด้านดีไซน์ ทั้งภายนอกและภายใน เพิ่มเติมฟังก์ชันการใช้งานของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ นอกจากนั้นยังพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น และประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ตลอดจนระบบความปลอดภัยที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น โดยโคโรลล่า อัลติส รุ่นปรับปรุงโฉมในครั้งนี้ มาพร้อม Concept การสื่อสารว่า So Excited Ever เร้าใจ..กว่าที่เคย”

พร้อมกันนี้เราขอแนะนำ Line up ผลิตภัณฑ์ใหม่ โคโรลล่า อัลติส รุ่น ESPORT OPTION อีกหนึ่งทางเลือกพิเศษสุด ให้กับลูกค้าที่รักความท้าทาย ต้องการความเร้าใจ ด้วยรูปลักษณ์ที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ดุดันมากขึ้น ด้วยชุดแต่งรอบคันและล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ภายในเพิ่มเติมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันมากยิ่งขึ้น สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าเดิม นอกจากนั้นยังมีการปรับจูนช่วงล่างตามแบบฉบับของ ESPORT ให้การขับสนุกเร้าใจมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย”

ทหารกองบิน1ลงแขกช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว

วันที่ 10 พ.ย.59 นาวาอากาศเอก วชิระพล เมืองน้อย ผู้บังคับการกองบิน1 นครราชสีมา ได้นำกำลังพลทหารอากาศกองบิน1 จำนวนกว่า 50 นาย ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือชาวนาที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากนาข้าวที่ถูกน้ำท่วม กำลังพลทั้งหมดได้นำเครื่องสูบน้ำไปสูบน้ำที่ท่วมขังออกจากนาข้าว และช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวให้กับชาวนาหลายรายในพื้นที่บ้านน้ำฉ่าสายชล ตำบลโป่งแดง อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพื้นที่นาหลายสิบไร่ได้ถูกน้ำไหลเอ่อเข้าท่วมนาข้าวมานานเกือบ 1 สัปดาห์ ทำให้ต้นข้าวที่ออกรวงโตเต็มที่จมน้ำและใกล้เน่า พร้อมกันนี้ทางกองบิน1 นครราชสีมา ยังได้รับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวทั้งหมดในราคากิโลกรัมละ 7 บาทจากชาวนาอีกด้วยทหารกองบิน1ลงแขกช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว

นายทองใบ โนนขุนทด อายุ 62 ปี หนึ่งในชาวนาที่นาข้าวถูกน้ำท่วม เปิดเผยว่า นาข้าวของตนที่ปลูกข้าวไว้จำนวน 5 ไร่ กำลังออกรวงโตเต็มที่ แต่ก็มาถูกน้ำท่วมมานานเกือบ 1 สัปดาห์ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่ตนต้องเร่งสูบน้ำที่ท่วมออกจากนาข้าว ตนรู้สึกดีใจมากที่ทหารเข้ามาช่วยชาวนาแบบนี้ ส่วนผลผลิตข้าวเปลือกทั้งหมดตนก็จะขายให้กับทหารที่ยินดีรับซื้อข้าวเปลือกในราคากิโลกรัมละ 7 บาท

พ.อ.ณรงค์ วิชญาณวรวุฒิ รองเสนาธิการกองพลทหารราบที่3 กองทัพภาคที่2 นำกำลังพลทหารในสังกัด ภายใต้การอำนวยการของ พลตรีสมชาติ แน่นอุดร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่3 ออกให้บริการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในพื้นที่บ้านเหมืองตะโก หมู่ที่6 ต.อรพิมพ์ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อช่วยเหลือชาวนาในห้วงที่ราคาข้าเปลือกกำลังตกต่ำเป็นประวัติการณ์ตามนโยบายของกองทัพบก

โดยทางหน่วยทหารจากกองพลทหารราบที่3 ได้รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในพื้นที่ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดปัจจุบัน ที่ราคากิโลกรัมละ 10 บาท และนำไปสีกับโรงสีชุมชนภายในพื้นที่เพื่อนำไปบรรจุใส่ผลิตภัณฑ์ไปใช้ในกิจการทางทหารและจำหน่ายยังร้านค้าสวัสดิการภายในค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่2 เบื้องต้นเริ่มต้นรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในชุดแรกจำนวน 5 ตัน พร้อมกันนี้ยังได้ออกตรวจเยี่ยมโรงสีบริเวณใกล้เคียงและขอความร่วมมือให้ทางโรงสีช่วยเหลือชาวนาด้วยการรับบริการสีข้าวราคาถูก ในช่วงที่ชาวนากำลังประสบกับปัญหาข้าวราคาตกต่ำอีกทางหนึ่ง หากการดำเนินการในครั้งนี้ได้ผลดีก็จะพิจารณาขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปด้วยทหารกองบิน1ลงแขกช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว
ทหารอากาศกองบิน1โคราชระดมกำลังลงแขกเกี่ยวข้าวช่วยชาวนาที่ถูกน้ำท่วมนาข้าว พร้อมรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาราคากิโลกรัมละ7บาท

ผบ.ทร.รับมอบฮ.ลำเลียง เขี้ยวเล็บใหม่ 5 เครื่อง

ผบ.ทร.รับมอบฮ.ลำเลียง เขี้ยวเล็บใหม่ 5 เครื่อง มุ่งปฏิบัติภารกิจกิจทัพ-ช่วยเหลือ ปชช. เชื่อกำลังพลมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานมีประสิทธิภาพ ย้ำดูแลรักษาให้ใช้ได้นาน
10 พ.ย. – ที่โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ฝูงบิน 2 หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง พล.ร.อ. ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงชุดใหม่ จำนวน 5 เครื่อง (เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2) เข้าประจำการในกองทัพเรือ โดย  Gclub Slot กองทัพเรือ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายกับบริษัท แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท ร่วมหุ้น 2 ชาติ คือประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมัน ในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2 จำนวน 5 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจลำเลียงทางอากาศ สนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือและกำลังนาวิกโยธิน รวมถึงการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลและบนบก ตลอดจนการส่งกลับสายแพทย์ผบ.ทร.รับมอบฮ.ลำเลียง เขี้ยวเล็บใหม่ 5 เครื่องพล.ร.อ.ณะ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือให้เป็นกำลังพลประจำเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญของกองทัพเรือในทุกภารกิจทั้งการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ และการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยต่าง ๆ การที่กำลังพลได้รับการคัดเลือก ได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ประจำฮ.ดังกล่าวนี้ นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจในชีวิตรับราชการของทุกคน ตนเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกของทุกคน จะทำให้กำลังพลมีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ และสามารถนำฮ.ลำเลียงทั้ง 5 เครื่องนี้ปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษาฮ.นี้ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และเรียบร้อย สามารถใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และตามขั้นตอนที่ได้รับการอบรมมา ทั้งนี้ให้คงไว้ซึ่งขีดสมรรถนะให้ยาวนาน

สำหรับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2 มีคุณลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นเฮลิคอปเตอร์แบบ 2 เครื่องยนต์ กำลัง 1,788 แรงม้า มีความกว้าง 7.86 เมตร ยาว 13.63 เมตร สูง 3.1 เมตร น้ำหนักตัวเปล่า 2.385 กิโลกรัม น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 3,700 กิโลกรัม ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 นอต (270 กม./ชม.) เพดานบินสูงสุด 20,000 ฟุต ระยะบินไกลสุด 648 กิโลเมตร ติดตั้งระบบอาวุธ ปืนกลขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 2 กระบอก โดยสามารถบรรทุกผู้โดยสารสูงสุด 8 คน ซึ่งงบประมาณทั้งหมดในการจัดซื้อ 2,492 ล้านบาท หรือประมาณเครื่องละ 498.4 ล้านบาท

ทั้งนี้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2 นับได้ว่าเป็นของเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบาที่ได้รับการอัพเกรดระบบส่งกำลัง (เกียร์) ใหม่และใช้โรเตอร์หางแบบหุ้มเฟเนสตรอน (Fenestron) ที่เพิ่มความปลอดภัยในการลงจอดและขณะบิน ลดความดังของเสียงและการสั่นสะเทือน สำหรับในส่วนของห้องนักบิน เป็นรูปแบบระบบดิจิตอลทั้งหมด สามารถเข้ากับระบบกล้อง Night Vision Goggle สามารถออกปฏิบัติการในเวลากลางคืน พร้อมระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม ระบบหาพิกัด – ชี้เป้าด้วยเลเซอร์ และระบบดิสเพลย์อินฟราเรด – อิเล็กโทรออปติกส์ และระบบแจ้งเตือนสำหรับนักบิน ทำให้สามารถปฏิบัติการในทะเลได้ในทุกสภาพอากาศ ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ ทั้ง 5 เครื่องนี้จะเข้าประจำการในฝูงบิน 202 กองบิน 2 กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ

ช่วย 5 ชีวิต ครอบครัวรัสเซีย สปีดโบ๊ตรั่ว ลอยคอในทะเลกระบี่

ช่วยระทึก เรือสปีดโบ๊ต นำนักท่องเที่ยวครอบครัวชาวรัสเซีย 5 ชีวิต ล่องชมความงามหมู่เกาะทะเลกระบี่ ขณะจะกลับภูเก็ต เรือเกิดรั่วจมลงกลางทะเลห่างจากเกาะห้อง ไกด์รีบแจ้งอุทยานฯ เข้าช่วยเหลือไว้ได้ ปลอดภัยทุกคน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 8 พ.ย. นายจำเป็น ผอมภักดี หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะห้อง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ รับแจ้งจาก นายวีระศักดิ์ ศรีสัจจัง หัวหน้าอุทยานฯ ว่ามีเรือสปีดโบ๊ตล่มกลางทะเล ห่างจากเกาะห้องประมาณ 5 ไมล์ทะเล หลังรับแจ้งจึงได้นำเรือพร้อมเจ้าหน้าที่ออกไปให้การช่วยเหลือ พบว่าเรือโผล่ขึ้นมาเฉพาะส่วนหัว

ส่วนนักท่องเที่ยวได้ว่ายน้ำสวมชูชีพและเกาะห่วงยางอยู่ จึงได้นำขึ้นเรือมาได้ทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วยคนขับเรือ ไกด์นำเที่ยว และนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่มาเป็นครอบครัว 5 คน ทุกคนปลอดภัย

จากการตรวจสอบพบว่า เรือลำดังกล่าวชื่อเรืออัลนูล มีนายเอกชัย ราชการ เป็นกัปตัน และมีนางสาวมนัสญา ฮิราโนะ อายุ 35 ปี เป็นไกด์นำเที่ยว ได้นำนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ประกอบด้วยพ่อแม่ลูก 5 คน รวมทั้งเด็ก 8 ขวบ มาจาก จ.ภูเก็ต แวะเที่ยวตามหมู่เกาะต่างๆ ของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จากนั้นได้เตรียมกลับ จ.ภูเก็ต แต่เมื่อมาถึงบริเวณหมู่เกาะห้อง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ต.เขาทอง เรือเกิดรั่วตรงส่วนท้ายเรือ ทำให้เรือค่อยๆ จม ไกด์จึงได้โทรประสานอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เพื่อให้ความช่วยเหลือ และสามารถช่วยได้อย่างปลอดภัย ล่าสุด เวลา 18.00 น. ได้มีเรือสปีดโบ๊ตมารับทั้งหมดเดินทางกลับภูเก็ตแล้ว

 
ภาพจาก: นายจำเป็น ผอมภักดี หัวหน้าพน่วยพิทักษ์อุทยานหมู่เกาะห้อง

ย้อนชีวิต “เทพพิทักษ์” จากพนักงานขับรถขี้เหงา สู่วงการบันเทิง

เทพพิทักษ์ แอสละ คือใคร?? เทพพิทักษ์ แอสละ หรือ ต้น อายุ 32 ปี เป็นผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่เกิดและโตที่ จ.ลพบุรี และเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ

วันหนึ่งด้วยความที่เทพพิทักษ์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเห็นมาแต่ไกลกับ ผมทรงเกาหลีสีทอง ปากแดง คิ้วเข้ม หน้าขาว ชอบทำแก้มป่องเวลาถ่ายรูปอัพลงโซเชียล แม้ตามตัวมีรอยสักสุดเข้ม แต่เจ้าตัวกลับมีนิสัยซื่อๆ คำพูดมุ้งมิ้งและขี้อ้อน สวนทางกับภาพลักษณ์ที่คนได้เห็น

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ชายหน้าขาวปากแดงหัวทองคนนี้กลายเป็นที่รู้จักของคนในโลกโซเชียล นั่นเป็นเพราะความโสดของเทพพิทักษ์นั่นเอง ด้วยความที่มีอาชีพขับรถส่งของ ต้องขับไปตามต่างจังหวัดอยู่เสมอ และในช่วงนั้นเทพพิทักษ์ได้เลิกรากับแฟน หัวใจจึงเกิดอาการเหงา จึงอัดคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว จนมีคนแนะนำให้ทำคลิปลงในเพจจึงทำให้มีคนเริ่มรู้จักเทพพิทักษ์ในวงกว้างมากขึ้น

ที่สุดคนจึงขนานนามผู้ชายคนนี้ว่า “เน็ตไอดอล” กับภาพติดตาหน้าขาว ปากแดง ผมทอง ชอบทำแก้มป่อง โดยในมือจะต้องมีหวีเอาไว้จัดทรงผม ราวกับกลัวว่าผมจะเสียทรงอยู่ตลอดเวลา เทพพิทักษ์ ยอมรับว่าในความมีชื่อเสียงในโลกโซเชียลก็ทำให้ตัวเขาแอบเขินอยู่ไม่น้อยที่ไปไหนมาไหนก็มีคนเข้ามาขอถ่ายรูป

เทพพิทักษ์ต่างจากเน็ตไอดอลหลายๆ คน ตรงที่เขาเป็นหนุ่มซื่อๆ พูดจาสุภาพ ไม่ก้าวร้าว ถึงแม้จะโดนด่าแรงแค่ไหน แต่เจ้าตัวกลับบอกให้มาทำความรู้จักกันก่อน นี่เลยยิ่งทำให้เทพพิทักษ์กลายเป็นขวัญใจของใครต่อใครมากขึ้น แล้วด้วยความซื่อ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้ จึงทำให้เขาไปเข้าตานักปั้นชื่อดัง พชร์ อานนท์ ถึงขนาดประกาศตามหาตัวเทพพิทักษ์เพื่อจะชวนไปเล่นหนังและจับเซ็นสัญญาเป็นเวลา 5 ปีอีกด้วย

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว ชีวิตของเน็ตไอดอลคนนี้ก็เปลี่ยนไป เทพพิทักษ์ ได้มาเล่นหนังเรื่อง 888 แรงทะลุนรก ออกรายการ และเกมโชว์ตามช่องต่างๆ งาน เงิน ชื่อเสียง วิ่งเข้าหาเขา จนสามารถที่จะซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้กับแม่ของตนเองได้ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เทพพิทักษ์กลายเป็นที่นิยมชมชอบของทุกคน ในความเป็นลูกกตัญญู

เทพพิทักษ์ มีความใฝ่ฝันอยากจะทำงานรับราชการ แต่เพราะมีรอยสักจึงทำให้ชวดงานในฝันไป เมื่อได้มีโอกาสมาทำงานในวงการบันเทิง เขาอยากตั้งใจทำงานเก็บเงินให้มากๆ เพราะรู้ดีว่าวงการนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน วันหนึ่งเมื่อไม่มีคนจ้าง เขาวางแผนจะกลับบ้านไปเลี้ยงหมู ขายของ และเตรียมซื้อรถกระบะเอาไว้ขับรถรับจ้าง หวังได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา

วันนี้ พชร์ อานนท์ ประกาศตัดขาด เทพพิทักษ์ สิ้นสุดจากความดูแลของตน โดยยืนยันว่าไม่ได้ทะเลาะกันอย่างแน่นอน เพียงแต่ เทพพิทักษ์ อยู่นอกกฎ ดูแลไม่ได้ก็ต้องปล่อยไป แต่ก็ยังมีข่าวลือออกมาว่าสาเหตุที่นักปั้นชื่อดังตัดขาดเด็กในสังกัดของตนนั่นเป็นเพราะเน็ตไอดอลชื่อดังเมาแล้วขับรถชนแท็กซี่ ทั้งๆ ที่ พชร์ ก็เคยมีการตักเตือนเรื่องการขับรถและดื่มสุราของ เทพพิทักษ์ ไปหลายครั้งแล้ว

แม้ตอนนี้ เทพพิทักษ์ จะยังไม่พร้อมที่จะชี้แจงถึงเรื่องราวดังกล่าว แต่เชื่อว่าด้วยหัวใจและชีวิตที่เขาเคยผ่านอะไรต่ออะไรมามากมาย ดราม่าครั้งนี้ไม่น่าจะยากเกินไปที่ เทพพิทักษ์ จะผ่านมันไปไม่ได้ เพราะวันนี้เขามาไกลจากจุดเริ่มต้นมากเหลือเกิน.

ล่าสุดเน็ตไอดอลชื่อดัง เทพพิทักษ์ ได้โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเองถึงพชร์ อานนท์ เพื่อขอโทษและขอบคุณ

“ผมต้องขอบขอบคุณพี่พจน์มากฯที่ดูแลผม เพราะสิ่งที่เทพทำไปทำให้พี่ลำบากใจครั้งนี้เทพจะทำตัวแล้วปรับปรุงตัวอยากที่พี่เคยสั่งสอนเทพ เทพได้โทรหาพี่พจน์และขอโทษพี่อย่างมาก พี่พจน์ให้โอกาสให้เทพปรับตัวและครั้งนี้คือบทเรียนที่เทพต้องจำใส่สมองเพื่อนแฟนคลับเทพขออย่าไปว่าพี่พจน์ เพราะพี่พจน์เป็นผู้มีพระคุณและเป็นคนดีมากๆ คนที่ว่าก็คงเป็นเทพที่ชอบสร้างเรื่องให้กับพี่พจน์และเทพก็จะปรับตัว ขอให้ครั้งนี้เป็นบทเรียนขอเทพครั้งสุดท้าย..เทพจะรักและเคารพพี่พจน์ และจะไม่สร้างปัญหาให้พี่อีก เทพขอสัญญาเพราะเทพไม่เคยเนรคุณใครและไม่เคยคิดว่าตัวเองดังแล้วลืมตัว เทพจะเป็นตัวของเทพอย่างนี้ตลอดไป สุดท้ายนี้เทพกราบขอบคุณพี่พจน์ที่ดูแลเทพอย่าดี.และเทพก็จะไม่ทำให้พี่ไม่สบายใจ อีกรักและเคารพ”

ข้อความที่เทพพิทักษ์โพสผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวของตนเองเพื่อขอโทษและขอบคุณพชร์ อานนท์

กงสุลจีน จ.ขอนแก่น ทุ่ม 5 แสน รับซื้อข้าวสารช่วยชาวนา แจกคนด้อยโอกาส

มิตรภาพ!! สถานกงสุลจีน ประจำ จ.ขอนแก่น เสนองบประมาณช่วยซื้อข้าวสารจากชาวนาในขอนแก่น ในวงเงิน 5 แสนบาท ในงานเปิดตลาดค้าข้าวในถนนคนเดิน 12 พ.ย. นี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง…

กงสุลจีน จ.ขอนแก่น ทุ่ม 5 แสน รับซื้อข้าวสารช่วยชาวนา แจกคนด้อยโอกาส

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 พ.ย. 59 นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เปิดเผยว่า นายหลี่ หมิง กัง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ณ จังหวัดขอนแก่น ได้เข้าหารือเพื่อสานความสัมพันธ์ร่วมระหว่างหน่วยงานกว่า 1 ชั่วโมง ทั้ง 2 ฝ่ายได้ข้อสรุปร่วมกันในหลายประเด็น โดยสถานกงสุลจีน ประจำจังหวัดขอนแก่น ได้เสนองบประมาณในการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยงบประมาณ 500,000 บาท การซื้อข้าวกับชาวนาที่นำมาจำหน่ายในถนนคนเดินขอนแก่น ในวันที่ 12 พ.ย. 59 นี้ เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไทย และชาวนาในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งกงสุลใหญ่จีน เห็นชอบและยินดีให้การสนับสนุน

“วันรับซื้อข้าวชาวนาตามการช่วยเหลือ และดำเนินงานร่วมกันระหว่าง เทศบาลนครขอนแก่น กับกงสุลใหญ่จีน คือการรับซื้อข้าวของกลุ่มเกษตรชาวนาขอนแก่น ซึ่งได้กำหนดให้มีการเปิดตลาดค้าข้าวในถนนคนเดิน ในวันเสาร์ที่ 12 พ.ย. ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือ และสนับสนุนให้เกษตรกรได้ขายข้าวด้วยตนเอง ทั้งยังคงเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง” นายกเทศมนตรีขอนแก่น กล่าว

นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเกษตรกรมาติดต่อเพื่อจำหน่ายข้าวสารในถนนคนเดินขอนแก่นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อำเภอต่างๆ ของ จ.ขอนแก่น โดยข้าวสารที่นำมาจำหน่ายนั้น เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ที่ผ่านการสีข้าวและพร้อมจำหน่าย ส่วนราคาจำหน่ายจะมีการหารือกันอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นราคาที่เป็นไปตามท้องตลาดทั่วไป ขณะข้าวสารที่สถานกงสุลใหญ่จีนรับซื้อไปนั้นเทศบาลฯ จะร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ฯ และผู้นำ 24 องค์กรจีน ในเขต จ.ขอนแก่น จัดกิจกรรมมอบข้าวสารให้กับคนจน หรือผู้ด้อยโอกาส เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวันที่ 1 ธ.ค. 59 ซึ่งตรงกับวันบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณลานหน้าสวนไห บึงแก่นนคร ด้านหน้าสถานกงสุลใหญ่ฯ จีน ณ จังหวัดขอนแก่น.